เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 20 ธ.ค.61 ที่ศูนย์ปฏิบัติการส่วนหน้า สถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น พล.ต.ต.พรหมณัฏฐเขต ฮามคำไพ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น พ.ต.อ.จำลอง สุวลักษณ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองขอนแก่น พร้อมด้วยตำรวจชุดสืบสวนพยัค สภ.เมืองขอนแก่น นำตัวนายธนพล งาดี หรือ "เบ็นซ์ เทพารักษ์" เยาวชนอายุ 17 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลจังหวัดขอนแก่น ในข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย หลังก่อเหตุก่อเหตุทำร้ายร่างกายนางวนิดา แพรนุ่น อายุ 60 ปี ชาวบ้านในชุมชนเดียวกันได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา เหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 ธ.ค.61 ที่ผ่านมา มาแถลงผลการจับกุมหลังจากถูกชุดสืบสวนติดตามจับกุมตัวได้ในบ้านเช่า เลขที่ 353/101 ในเทศบาลตำบลบ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นบ้านเช่าของเพื่อนผู้ต้องหา
พล.ต.ต.พรหมณัฏฐเขต ฮามคำไพ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองขอนแก่น ได้ลงพื้นที่สืบสวนหาตัวผู้ต้องหาอย่างใกล้ชิด พร้อมกับเรียกตัวเพื่อนของผู้ต้องหาเข้ามาสอบสวน กระทั่งทราบว่า ผู้ต้องหาได้กบดานอยู่ในบ้านหลังดังกล่าว จึงนำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมหมายศาลเข้าไปปิดล้อมจับกุมตัวได้
จากการสอบสวน นายเบ็นซ์ ผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพว่า ตนได้เป็นคนลงมือตบหน้ายายติ๋ม วัย 60 ปี ตามภาพที่ปรากฏในกล้องวงจรปิดจริง และรับว่าขณะนั้นได้ดื่มสุรามา ส่วนสาเหตุที่นำมาสู่การทะเลาะวิวาท เนื่องจาก ผู้ตายได้ไปกู้ยืมเงินมา โดยให้ยายของตนเองเป็นผู้ค้ำประกันให้ แต่ผู้ตายกลับไม่ยอมชดใช้หนี้ให้เจ้าหนี้ จนทำให้เจ้าหนี้ตามมาทวงถามเงินจากยายของตนเองที่เป็นคนค้ำประกันให้ โดยในวันเกิดเหตุตนได้ทวงถามกับผู้ตาย แต่ก็บ่ายเบี่ยงทำให้ตนเกิดอารมณ์โมโห และเนื่องจากได้ดื่มสุรามาจึงบันดานโทสะทำร้ายยายติ๋ม ด้วยการตบหน้า 1 ครั้ง
ต่อมา หลังจากที่ตนเองและยายวัย 60 ปี เดินเข้าไปในซอย ตนยอมรับว่า ได้ผลักยายติ๋มจนล้มลงกระแทกกับขอบปูน ซึ่งไม่ได้ทุบตีทำร้ายร่างกายหรือเจตนาจะทำให้เสียชีวิต และตนก็ไม่ได้นำทรัพย์สินใดๆ ของยายติ๋มไป หลังจากทราบว่ายายติ๋ม เสียชีวิต ตนก็รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม หลังการแถลงข่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวไปสอบปากคำเพิ่มเติม พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย รวมทั้งเตรียมตั้งข้อหากับเจ้าของบ้านเช่าที่ให้ที่พักพิงกับผู้ต้องหา โดยจะมีการดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป