แต่เมื่อมีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 / ได้กำหนดเป็นครั้้งแรกให้ประเทศไทยมี "คณะกรรมการการเลือกตั้ง" หรือ กกต. เป็นองค์กรอิสระ / มีอำนาจหน้าที่ "จัดการเลือกตั้ง" เป็นการเฉพาะ / และมีอำนาจพิเศษในการ "สั่งเลือกตั้งใหม่" หากพบความไม่สุจริตเที่ยงธรรมเกิดขึ้น / และยังมีอำนาจสั่งระงับสิทธิ์ผู้สมัครรับเลือกตั้งบางคน หรือแม้แต่ผู้ที่ชนะเลือกตั้งไปแล้วก็ได้ หากมีหลักฐานว่าทุจริต แจกเงิน หรือใส่ร้ายป้ายสีคู่แข่ง
เราเรียกอำนาจแบบนี้คล้ายๆ ในเกมฟุตบอลที่คนไทยคุ้นชินกันเป็นอย่างดี คืออำนาจ "แจกใบเหลือง" และ "แจกใบแดง" โดย กกต.ทำหน้าที่เหมือนเป็น "กรรมการ" ควบคุมเกมการแข่งขันนั่นเอง
แปลความง่ายๆ ก็คือ / "ใบเหลือง" หมายถึง กกต.รู้แล้วนะว่ามีการทุจริต ไม่โปร่งใส ไม่เที่ยงธรรมเกิดขึ้นในการเลือกตั้งเขตนี้ / แต่ยังไม่มีหลักฐานมากพอที่จะเอาผิดใครได้แบบจังๆ / ถ้าเป็นเกมฟุตบอลก็เรียกว่า "ยังฟาวล์ไม่จะแจ้ง" / แบบนี้ กกต.ก็จะแจก "ใบเหลือง" สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ / โดยผู้สมัคร หรือ "ผู้เล่น" ชุดเดิม ยังอยู่ในสนามแข่งขันต่อไปได้
ส่วน "ใบแดง" ในเกมฟุตบอล คือพบว่าเป็นการฟาวล์จะแจ้ง จงใจทำร้ายคู่แข่ง แบบนี้ก็ต้องถูกไล่ออกจากสนามไป / เทียบกับการเลือกตั้งก็คือพบการทุจริต ไม่โปร่งใส ที่เชื่อมโยงถึงตัวผู้สมัครชัดเจน / ถ้าเป็นช่วงก่อนเลือกตั้ง กกต.ก็จะ "แจกใบแดง" ให้ผู้สมัครคนนั้นออกจากการแข่งขัน / แต่ถ้าไปพบหลักฐานการทุจริตหลังประกาศผลเลือกตั้งไปแล้ว / กกต.ก็มีอำนาจไป "ตามสอย" คือแจกใบแดงย้อนหลังได้ / และยื่นฟ้องดำเนินคดีต่อศาล / ถ้าศาลเห็นว่าผิดจริง ก็ต้องพ้นจากตำแหน่ง และถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด เช่น 5 ปี
นี่คืออำนาจการแจก "ใบเหลือง-ใบแดง" ของ กกต.ตั้งแต่ปี 40 เป็นต้นมา บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550
แต่สำหรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งจะมีการเลือกตั้งหนแรกในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้านี้ / อำนาจของ กกต.เปลี่ยนแปลงไป / เพราะสามารถแจกใบสีต่างๆ มากขึ้น จาก 2 ใบ เป็น 4 ใบ คือมีตั้งแต่ ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง และใบดำ
เริ่มจากใบเหลือง / ยังเป็นเหมือนเดิม คือ อำนาจการสั่งเลือกตั้งใหม่ เมื่อพบการทุจริตแบบไม่จะแจ้ง / ผู้สมัคร หรือ ผู้เล่นยังเป็นชุดเดิม
ต่อมาคือ "ใบส้ม" / เป็นใบสีใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา / ใบส้มจะถูกใช้ก็ต่อเมื่อ กกต.พบหลักฐานการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งทั้งจากตัวผู้สมัครเองหรือใครก็ได้ / จะเป็นกองเชียร์ กองแช่ง พวกใส่ร้ายป้ายสี แล้วมีหลักฐานเชื่อมโยงถึงตัวผู้สมัคร แบบนี้ก็จะแจก "ใบส้ม" ให้กับผู้สมัครรายนั้น / ถ้าเป็นก่อนเลือกตั้งก็จะ "ระงับสิทธิ์" ผู้สมัครคนนี้ไปเลย / เรียกว่าผู้เล่นต้องออกจากเกมการแข่งขัน / ถ้าประชาชนยังลงคะแนนให้ผู้สมัครคนนี้อยู่ ก็จะกลายเป็น "บัตรเสีย" / แต่ถ้าเป็นหลังเลือกตั้งไปแล้ว / คะแนนของผู้สมัครคนนี้ก็จะไม่ถูกนำไปคำนวณเป็นคะแนน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคนั้น
ส่วน "ใบแดง" ยังเป็นอำนาจของ กกต.คล้ายๆ เดิม / แต่ครั้งนี้เป็นส่วนต่อขยายจากใบส้ม / คือเมื่อ กกต.ส่งสำนวนการสอบสวนไปที่ศาล / ถ้าศาลพิพากษาว่าผิดจริง / ผู้สมัคร หรือ ส.ส.คนนั้นก็จะโดนเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง 10 ปี / เรียกว่าโดนใบแดง / เมื่อถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง ก็จะไปเลือกตั้งไม่ได้ ลงสมัครรับเลือกตั้งไม่ได้ / เป็นรัฐมนตรีก็ไม่ได้
สุดท้ายคือ "ใบดำ" / จริงๆ แล้ว "ใบดำ" ไม่ใช่อำนาจโดยตรงของ กกต. / แต่เป็นเรื่องของ "ลักษณะต้องห้าม" ไม่ให้มีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง / ซึ่งเขียนเพิ่มเติมขึ้นมาในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ก็คือถ้าหากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ใดกระทำการอันเป็นการทุจริตในการเลือกตั้ง / ก็จะถูกแบน ห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป / แม้รัฐธรรมนูญจะไม่ได้กำหนดกรอบเวลาว่า "ตลอดไป" / แต่ความผิดนี้จะติดตัวเป็น "ลักษณะต้องห้าม" ที่ไม่สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้อีกเลย และจะดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ทุกตำแหน่ง รวมทั้งตำแหน่งในองค์กรอิสระทุกองค์กรด้วย / นี่คือ "ใบดำ" ต้องไว้ทุกข์กันเลยทีเดียว
ทั้งหมดนี้คือใบสีต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งหนนี้ / ใครที่คิดจะทำผิด ต้องระวังให้ดีๆ เพราะมีโอกาสโดนตั้งแต่ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง ไปจนถึงใบดำ ถูกแบนจากการเมืองตลอดชีวิต