หลายคนที่ได้ยินข่าวรัฐสภาเตรียมจัดงานทำความสะอาดครั้งใหญ่ และจะมีกิจกรรมอำลาอาคารรัฐสภาในวันที่ 26 ธันวาคมที่จะถึงนี้...คงรู้สึกใจหาย เพราะภาพของอาคารประชุมขนาดใหญ่ข้างสวนสัตว์เขาดินที่ด้านหน้ามีพระบรมราชานุสาวรีย์ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 7 ถูกใช้เป็นสถานที่ประชุมของบรรดาสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทั้ง ส.ส. และ ส.ว.มานานถึง 44 ปี คือตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน ปี 2517 เลยทีเดียว
"รัฐสภา" ในความหมายที่เป็นสถานที่จัดประชุมของผู้แทนราษฎร มีมาตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 มีการจัดตั้งรัฐสภาขึ้นตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในขณะนั้น โดยรัฐสภาแห่งแรกที่ใช้เป็นสถานที่จัดประชุม คือ "พระที่นั่งอนันตสมาคม" และก็ใช้เรื่อยมาหลายปี แต่ด้วยสภาพอาคารที่คับแคบ และไม่ได้ออกแบบมาสำหรับเป็นห้องทำงานของตัวแทนประชาชน ต่อมาจึงได้มีการขออนุมัติก่อสร้างอาคารรัฐสภา ซึ่งก็คือหลังที่ใช้อยู่ปัจจุบันนี้ บนถนนอู่ทองใน เขตดุสิต
ปี 2512 ประเสริฐ ปัทมสุคนธ์ เลขาธิการรัฐสภาในขณะนั้น ได้เสนอความเห็นต่อประธานวุฒิสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร ถึงความจำเป็นที่ต้องมีที่ประชุมสภา ที่ประชุมกรรมาธิการ และสำนักงานของเจ้าหน้าที่สภา เนื่องจากจำนวนสมาชิกรัฐสภาเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากร ประกอบกับสถานที่ที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน ท่านประธานทั้ง 2 คนฟังแล้วก็เห็นชอบ และขออนุมัติไปยังงคณะรัฐมนตรี
ในที่สุดรัฐบาล จอมพลถนอม กิตติขจร ได้มีมติเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2512 อนุมัติให้ดำเนินการก่อสร้างอาคาร 3 หลัง คือ อาคารรัฐสภา 1 ที่มีห้องประชุมใหญ่ อาคาร 7 ชั้น และสโมสรรัฐสภา อยู่บนเนื้อที่ริมถนนอู่ทองใน วงเงินงบประมาณก่อสร้างกว่า 51 ล้านบาท ระยะเวลาก่อสร้าง 3 ปี หลังจากนั้นก็มีการก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 3 อาคาร ใช้เป็นสถานที่รับรองแขกของสมาชิกรัฐสภาเป็นครั้งคราว เป็นที่เก็บยานพาหนะของสำนักงานเลขาธิการรัฐสภา และเป็นกองรักษาการณ์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย โดยตัวอาคารรัฐสภาเริ่มก่อสร้างในปี 2513 เสร็จเมื่อ 19 กันยายน 2517 และใช้ประชุมครั้งแรกทันที
รัฐสภาไทยผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายยุคหลายสมัย ผ่านกฎหมายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมานับไม่ถ้วน บางครั้งก็ถูกใช้เป็นสมรภูมิทางการเมือง กระทั่งถึงปัจจุบัน ปี 2561 ก็มีอายุถึง 44 ปีแล้ว และอีกไม่นานสภาหินอ่อนแห่งที่ 2 ก็จะกลายเป็นตำนานที่เหลือไว้เพียงความทรงจำ โดยพื้นที่จะถูกส่งคืนให้สำนักพระราชวัง ต้นเดือนมกราคมนี้ ส่วนสภาแห่งที่ 3 ย่านเกียกกาย หรือ "สัปปายะสภาสถาน" ยังก่อสร้างคืบหน้าไปไม่ถึง 60% เจ้าหน้าที่กำลังเร่งมือสร้างห้องประชุมใหญ่ และห้องประชุมกรรมาธิการให้เสร็จในเดือนมิถุนายนปีหน้า
แม้อาคารรัฐสภาจะเป็นสถานที่จัดประชุมแบบเปิด ตามหลักการประชาธิปไตย แต่จะว่าไปก็มีคนไม่มากนักที่จะมีโอกาสได้เข้าเยี่ยมชมรัฐสภา หากไม่ได้มาเป็นหมู่คณะ หรือสถาบันการศึกษาพามาดูงาน ก็ต้องรอวันเด็ก ถึงจะมีโอกาสได้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศที่นี่ โดยเฉพาะห้องประชุมสภาที่กว้างใหญ่ สามารถรองรับสมาชิกรัฐสภาได้ถึง 750 คน และยังมีที่นั่งของคณะรัฐมนตรี และเจ้าหน้าที่บันทึกการประชุมอีกด้วย
นอกจากห้องประชุมใหญ่แล้ว ยังมีห้องประชุมกรรมาธิการ ซึ่งใช้ทั้งอาคารสภา และอาคารวุฒิสภา เนื่องจากกรรมาธิการมีหลายคณะ แต่ด้วยจำนวนห้องไม่เพียงพอ ก็ต้องเวียนกันใช้งาน
อีกจุดสำคัญที่ใครหลายคนเข้ามาในสถานที่แห่งนี้ก็ต้องยกมือกราบไหว้ คือ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ซึ่งอยู่ด้านหน้าอาคารรัฐสภา และในทุกวันที่ 10 ธันวาคมของทุกปี เราจะเห็นตัวแทนหน่วยงานต่างๆ ส่วนราชการ พรรคการเมือง คณะบุคคล และประชาชนทั่วไป นำพานพุ่มดอกไม้มาถวายบังคมพระบรมราชานุสาวรีย์ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในพระราชพิธีฉลองวันพระราชทานรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
และจุดนี้หากไม่พูดถึงคงไม่ได้ เพราะเป็นจุดผ่อนคลายสำหรับทุกคนที่เดินผ่านเข้าไปในอาคารรัฐสภา นั่นคือ "บ่อปลาคาร์ฟ" ที่อยู่คู่สภามานยาวนาน จนออกลูกออกหลานนับไม่ถ้วน ที่ผ่านมาเคยมีปัญหาถึงขั้นนำเรื่องเข้าหารือในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฏร เมื่อปี 2556 เพราะปลาเฉาตาย และติดเชื้อปรสิต ต้องเร่งแก้ไขด้วยการให้ผู้เชี่ยวชาญจากกรมประมง เข้ามาดำเนินการทันที
ในช่วง 4 ปีมานี้ อาคารัฐสภาถูกใช้เป็นที่รับรองการประชุมของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือสนชง สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง แน่นอนว่าหากต้องย้ายไปสถานที่ใหม่ ที่นี่ก็ย่อมมีหลายคนที่หวนคิดถึง
ปัจจุบันเจ้าหน้าที่บางส่วนได้ทยอยย้ายออกไปทำงาน ณ ที่ทำการใหม่บ้างแล้ว และช่วงสิ้นเดือนธันวาคมนี้ก็ถึงคิวของสื่อมวลชน ส่วนสถานที่รองรับการประชุม สนช.ต่อจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา แม้เบื้องต้นจะมี 5 ตัวเลือก ต้องรอผลสรุปอีกครั้ง สำหรับปลาคาร์ฟจะฝากให้กรมประมงดูแลไปก่อน
เป็นอันว่าเร็วๆ นี้ อาคารรัฐสภาไทยแห่งที่ 2 ที่ได้รับการขนานนามว่า "สภาหินอ่อน" จะเหลือไว้เพียงความทรงจำ