ปัญหานี้ยืดเยื้อมาเกือบ 20 ปีแล้ว เริ่มต้นจากนโยบายของรัฐบาลที่ไม่มีการเพิ่มอัตรา "ข้าราชการ" ให้กับบุคลากรของมหาวิทยาลัย ฉะนั้นเวลาที่มีการบรรจุอาจารย์ผู้สอนหรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ก็จะใช้ตำแหน่ง "พนักงานมหาวิทยาลัย" หรือ "พม." แทน ตำแหน่งเหล่านี้ไม่ถือเป็น "ข้าราชการ" ทั้งๆ ที่บรรจุในมหาวิทยาลัยของรัฐ จึงไม่มีสวัสดิการบำเหน็จบำนาญ และสิทธิ์ในการรักษาพยาบาลฟรีเหมือนข้าราชการทั่วไป
รัฐบาลก็เล็งเห็นปัญหานี้ จึงมีมติ ครม.มาตั้งแต่ปี 2542 ให้เพิ่มอัตราเงินเดือนให้กับพนักงานมหาวิทยาลัย โดยในสายวิชาการ หรือ "สายผู้สอน" ก็คือพวกอาจารย์ทั้งหลาย ให้มีอัตราเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการ 1.7 เท่า ส่วนสายสนับสนุน ก็คือพวกเจ้าหน้าที่ต่างๆ จะมีอัตราเงินเดือนสูงกว่าข้าราชการ 1.5 เท่า เพื่อชดเชยสิทธิประโยชน์ที่ขาดหายไปจากการที่ไม่ได้บรรจุเป็นข้าราชการ
แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมา ผู้บริหารมหาวิทยาลัยมักไม่จ่ายเงินเดือนเต็มจำนวนให้กับบุคลากรของตน แต่หักไว้ส่วนหนึ่ง อ้างว่าเป็นค่าสวัสดิการบ้าง เป็นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพบ้าง หรือบางมหาวิทยาลัยก็กันเงินเอาไว้ใช้จ่ายอย่างอื่น ซึ่งถือว่าขัดกับมติ ครม. ทำให้มีอาจารย์หรือพนักงานมหาวิทยาลัยบางคนยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง และชนะมาหลายคดีแล้ว แต่ฝั่งผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็ยังเฉย
ล่าสุดวันนี้ ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย หรือ ทปสท. ร่วมกับสภาคณาจารย์และข้าราชการ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ เปิดแถลงข่าวการจัดโครงการเสวนา "20 ปี เหลียวหลังแลหน้าเงินเดือนและสวัสดิการของพนักงานมหาวิทยาลัย" ในวันที่ 13 ธันวาคมนี้ เพื่อระดมความคิดเห็นในการพัฒนาระบบเงินเดือนและสวัสดิการของพนักงานมหาวิทยาลัยให้ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายกลับคืนมา โดยเฉพาะการจ่ายเงินเดือนเต็มจำนวน ในอัตรา 1.7 เท่าในสายอาจารย์ และอัตรา 1.5 เท่าสำหรับสายเจ้าหน้าที่ เพื่อให้เป็นไปตามมติ ครม.ตั้งแต่ปี 2542 หรือ 19 ปีที่แล้ว
ข่าวแว่วว่า ทางคณาจารย์จะผลักดันให้พรรคการเมืองที่กำลังรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ได้เห็นความสำคัญของเรื่องนี้ และรับปากเป็นสัญญาประชาคมว่าจะแก้ไขปัญหาเรื่องเงินเดือนและค่าตอบแทนของพนักงานมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ใช่ปล่อยให้ไปยื่นฟ้องศาลปกครองกันเองทีละคนทีละคดี โดยที่ฝั่งผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็ไม่ได้ให้ความสำคัญ