เนชั่นทีวี

ข่าว

Nation Election 2019 EP.11 เตือนภัย "Deepfakes" นวัตกรรมใหม่สาดโคลนการเมือง ?

04 ธ.ค. 2561 | wanchat

Nation Election 2019 EP.11   เตือนภัย "Deepfakes" นวัตกรรมใหม่สาดโคลนการเมือง ?

เมื่อวานเราพาคุณผู้ชมไปดูมาตรการของ กกต.ในการป้องกันการกระทำผิดกฎหมายจากการหาเสียงผ่านสื่อสังคมออนไลน์ หรือ "โซเชียลมีเดีย" ซึ่งคาดว่าทุกพรรคการเมืองจะใช้ช่องทางนี้กันอย่างคึกคักกว้างขวางในการเลือกตั้งหนนี้ แน่นอนว่า น่าจะมีการหาเสียงที่เรียกว่าอยู่ใน "โซนสีเทาและสีดำ" ที่ กกต.ควบคุมได้ยาก วันนี้ "เนชั่น อิเล็กชั่น 2019" จะพาไปดูเทคโนโลยี "ตัดต่อคลิปขั้นเทพ" ที่ทำปลอมทั้งสีหน้า ท่าทาง การพูด หรือแม้กระทั่งน้ำเสียง ซึ่งเหมือนจริงจนแยกไม่ออก นักวิชาการเตือนว่านี่อาจเป็นนวัตกรรมใหม่ในการสาดโคลนคู่แข่งทางการเมืองในช่วงเลือกตั้งของบ้านเรา ไปติดตามจากรายงานพิเศษ

คลิปวีดีโอนี้เป็นตัวอย่างของการตัดต่อคลิปปลอมขั้นสุด หรือที่เรียกกันว่า "ดีพเฟค"

คำพูดที่เห็นว่าออกจากปากของ บารัค โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา มีใจความสำคัญสรุปว่า ในยุคนี้เราต้องบริโภคข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ ดูเผินๆ ผู้ที่ชมคลิปจะเชื่ออย่างสนิทใจว่าเป็นการพูดของโอบามาจริงๆ แต่ในท้ายคลิป ผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังของฮอลลีวูดก็ออกมาเฉลยว่า จริงๆ แล้วนี่เป็นการตัดต่อคลิปที่ตัวเขาพูดซ้อนกับใบหน้าและปากของโอบามา โดยเนื้อหาที่โอบามาพูดนั้น แท้ที่จริงแล้วเป็นคำพูดของผู้กำกับภาพยนตร์คนนี้ทั้งหมด

คลิปนี้แสดงให้เห็นว่า "เรากำลังเข้าสู่ยุคที่ศัตรูของเราสามารถทำให้เราพูดอะไรก็ได้ตลอดเวลา" นั่นแปลว่าในทางการเมือง ถ้าเราถูกตัดต่อคำพูดแย่ๆ ลงไป คนที่ได้ชมคลิปก็มีแนวโน้มสูงที่จะเชื่อว่าเราเป็นคนพูดจริงๆ

"ดีพเฟค" คือ ปัญญาประดิษฐ์ หรือ "เอไอ" ที่ใช้คอมพิวเตอร์เรียนรู้ลักษณะรูปหน้า หน้าตา ท่าทาง และท่วงทำนองการพูดของบุคคลที่จะนำไปตัดต่อคลิป ทำให้สามารถทำคลิปเลียนแบบได้อย่างแนบเนียน ไม่ใช่แค่การเอาหน้ามาตัดปะทับลงไปด้วยโปรแกรมโฟโต้ชอปเหมือนเมื่อก่อน

เทคนิคการสร้าง "ดีพเฟค" มีหลายรูปแบบ เช่น การเอาหน้าคนหนึ่งมาใส่ในหน้าอีกคนหนึ่ง การเอาเฉพาะปากคนมาใส่บนหน้าอีกคนหนึ่ง ทำให้เหมือนว่าพูดในสิ่งที่ไม่ได้พูด โดยผสมกับเสียงที่ตัดต่อของคนคนนั้นเข้าไป หรือเอาการแสดงสีหน้าของคนหนึ่งมาใส่ในอีกคนหนึ่ง ทำให้ดูเหมือนคนคนนั้นแสดงอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง และ เอาการขยับร่างกายของคนหนึ่งมาตัดต่อให้กับอีกคนหนึ่ง ทำให้ดูเหมือนว่าคนคนนั้นมีการกระทำในแบบที่คนตัดต่อต้องการ

มุมมองของนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนอย่าง อาจารย์วรัชญ์ ครุจิต จากคณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า มองว่า วิวัฒนาการของเทคโนโลยีตัดต่อคลิปแบบนี้ สร้างความวุ่นวายในสังคมได้มากทีเดียว
อาจารย์วรัชญ์ บอกอีกว่า ปัจจุบัน "ดีพเฟค" กำลังสร้างปัญหา เพราะไม่สามารถตรวจสอบได้ด้วยตาเปล่า แม้แต่ในต่างประเทศเองก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ เนื่องจากเทคโนโลยีพัฒนาไปไกลมาก เกินกว่าที่สายตามนุษย์จะแยกออก การตวรจสอบต้องใช้เครื่องมือที่มีเทคโนโลยีขั้นสูงเท่านั้น

สำหรับในประเทศไทย อาจารย์วรัชญ์ กังวลว่า เทคโนโลยีนี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในการสาดโคลนเข้าใส่กัน โดยเฉพาะในช่วงใกล้เลือกตั้ง เพราะธรรมชาติของคนที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ในบ้านเรา มักชอบแชร์คลิปหรือเรื่องราวที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ จึงมีโอกาสสูงที่จะทำให้เกิดความวุ่นวายสับสนในสังคมวงกว้างได้

แต่อาจารย์วรัชญ์ ก็ยังคงตั้งความหวังกับสื่อมวลชนไทยว่าจะมีบทบาทสำคัญในการป้องกันปัญหานี้ได้ แต่สื่อต้องยึดความถูกต้อง เน้นการตรวจสอบอย่างรอบคอบ รอบด้าน ไม่ใช่เป็นผู้เผยแพร่ข่าวปลอมเสียเอง เพราะสื่อมวลชนสามารถตรวจสอบไปยังต้นทางของคลิปหรือตัวบุคคลที่อยู่ในคลิปได้ว่าเป็นคลิปที่ถูกต้อง หรือตัดต่อขึ้นมาเพื่อสร้างความสับสนวุ่นวาย หรือแม้กระทั่งการสาดโคลนเข้าใส่กัน

ข่าวล่าสุด