เนชั่นทีวี

ข่าว

ผลสำรวจชี้ชัดอุตฯเกษตร-อาหารแปรรูป ต้องการยกระดับเทคโนโลยี

26 พ.ย. 2561 | tananya_nak

ผลสำรวจชี้ชัดอุตฯเกษตร-อาหารแปรรูป ต้องการยกระดับเทคโนโลยี

ม.หอการค้าไทย เผยผลสำรวจแนวโน้มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูปไทย ชี้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญ และต้องการยกระดับด้านเทคโนโลยี เครื่องจักร สารสนเทศ เชื่อช่วยลดต้นทุน สร้างมาตรฐาน เติบโต และขยายตลาดโกอินเตอร์ ด้าน SME Development Bank ประกาศสร้างถนนสายดิจิทัล เสิร์ฟความรู้คู่ทุน พาเอสเอ็มอีเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0

รองศาสตราจารย์ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกล่าวถึงผลการสำรวจ "แนวโน้มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูปไทยในยุคดิจิทัล"จากกลุ่มตัวอย่าง 1,219 ตัวอย่าง แบ่งเป็นอุตสาหกรรมมิใช่อาหาร 22.49% และอุตสาหกรรมอาหาร77.51% ว่า  ตลาดส่วนใหญ่ ขายในประเทศ  95.72%  ขายในประเทศคู่ต่างประเทศ 4.12% และตลาดเฉพาะต่างประเทศ 0.16% โดยผู้ประกอบการมีการขายออนไลน์ด้วย (E-Commerce)  ถึง 65.7%ส่วนไม่มีการขายออนไลน์ 34.3%



 

ทั้งนี้ผู้ประกอบการที่สามารถยกระดับธุรกิจเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0ด้วยการใช้งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมชั้นสูงสำเร็จแล้ว มีเพียง 2.87% เท่านั้น ส่วนที่ทำธุรกิจในยุค 3.0 คือใช้เครื่องจักรหนักมากขึ้น 1.97%   ขณะที่ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยังทำธุรกิจแบบยุค 2.0  อาศัยแรงงานร่วมกับเครื่องจักรขนาดเล็กสูงถึง 72.33%  และทำธุรกิจ แบบยุค 1.0โดยใช้แรงงานเป็นหลัก 22.82%  ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก  23.40%  ส่วนธุรกิจขนาดกลาง เหลือการทำธุรกิจแบบยุค 1.0เพียง 2.38%

 

เมื่อถามถึงความสำคัญของเทคโนโลยีกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่สูงถึง 42.28% บอกว่า สำคัญมาก  ส่วนที่บอกว่าไม่สำคัญเลย มีเพียง 3.28% บ่งบอกว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการมีความตื่นตัว และต้องการนำเทคโนโลยีมาใช้ยกระดับธุรกิจ  ส่วนการนำเทคโนโลยีมาใช้แล้วในปัจจุบัน อยู่ระดับปานกลาง50.73%  ซึ่งเหตุผลที่ใช้เทคโนโลยีเช่น สะดวกและรวดเร็ว 19.67% ควบคุมการผลิตได้ง่าย 18.41% และผลผลิตมีมาตรฐาน 14.19 เป็นต้นส่วนเหตุผลที่ไม่ใช่เทคโนโลยี เช่น ค่าใช้จ่ายสูง 30.49% ไม่มีความจำเป็น25.46% และเห็นว่าใช้แรงงานคนอย่างเดียวนั้นดีอยู่แล้ว 21.78% เป็นต้น 

 

 

สำหรับเทคโนโลยีที่ใช้ทำธุรกิจอยู่ตอนนี้   กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 73.12%บอกว่า  ด้อยกว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ในประเทศ  ดังนั้น 71.92% จึงมีแผนจะลงทุนเทคโนโลยีใหม่เพิ่มในระยะเวลาเร็วๆนี้  เพราะเชื่อว่า จะช่วยลดต้นทุนการผลิต  เพิ่มโอกาสการเจริญเติบโตของธุรกิจ  ช่วยให้ธุรกิจมีความทันสมัยควบคุมการผลิตได้มาตรฐาน ช่วยขยายฐานลูกค้า และบริหารจัดการได้ดี เป็นต้น  ซึ่งแหล่งเงินทุนที่จะใช้ กลุ่มตัวอย่าง 68.61% บอกว่า ใช้วิธีกู้ยืมจากแหล่งต่างๆ เช่น ธนาคารพาณิชย์/รัฐบาล ญาติพี่น้อง เป็นต้น นอกจากนั้น กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ 47.35%บอกว่าเครื่องหมายมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมมีความสำคัญต่อธุรกิจมาก



 

ผศ.ดร.ธนวรรธน์พลวิชัยรองอธิการบดีอาวุโสวิชาการและงานวิจัยและผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทยเผยถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของกลุ่มตัวอย่าง ปัจจุบันอยู่ในระดับปานกลาง 53.82% ซึ่งส่วนใหญ่ถึง 43.73% เชื่อว่าในอนาคตเทคโนโลยีสารสนเทศจะมีความสำคัญมาก 



 

ทั้งนี้สิ่งที่ต้องการให้รัฐบาลช่วยเหลือเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อดำเนินธุรกิจ คือ1.จัดหาช่องทางการจัดจำหน่ายและการกระจายสินค้า 2.ให้ความรู้/จัดอบรมข้อมูลทางด้านเทคโนโลยีเพื่อนำไปใช้ในการดำเนินธุรกิจพร้อมทั้งแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างภาครัฐกับผู้ประกอบการ3.ช่วยส่งเสริมกลยุทธ์ในการแข่งขันทางการตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศและ 4.ส่งเสริมประสิทธิภาพในการผลิตและนวัตกรรมใหม่ๆ

 



ส่วนปัญหาและอุปสรรคใหญ่ในการประกอบธุรกิจ ด้านการผลิต  คือ ต้นทุนวัตถุดิบสูงขึ้น  ด้านแรงงาน คือ ค่าจ้างแรงงานสูง  ด้านการตลาด คือ ระบบโลจิสติกส์  ด้านการเงิน คือ ขาดสภาพคล่อง  ด้านความรู้และเทคโนโลยี/นวัตกรรมคือ ขาดความรู้ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และด้านนโยบาย/มาตรการภาครัฐ คือ มาตรการสนับสนุนสินเชื่อ (การเข้าถึงสินเชื่อ)

 



สำหรับความต้องการให้รัฐบาลสนับสนุนนโยบายและมาตรการนั้น  ได้แก่ 1.ด้านเงินลงทุน 38.25%  2.ด้านเทคโนโลยี/นวัตกรรม 27.04% 3.ด้านมาตรการภาษี 18.94% 4.ด้านการจัดอบรมความรู้ 10.60% 5.ด้านวิจัยและพัฒนา 3.06%และ 6.ด้านกฎข้อบังคับต่างๆ 2.11% 

 



ขณะที่สิ่งที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป ได้แก่จัดหาช่องทางการจัดจำหน่ายกระจายสินค้า การลดต้นทุนในการผลิต  สร้างนวัตกรรมให้กับสินค้าการจัดสรรทรัพยากรบุคคลและการบริหารจัดการ และความรู้/ข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น  ส่วนข้อเสนอที่ต้องการได้รับจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(SME Development Bank หรือ ธพว.)  ได้แก่ต้องการให้ปล่อยสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ มีขั้นตอนในการขอสินเชื่อที่สะดวกและง่ายขึ้นและส่งเสริมเงินทุนในการส่งออกและกระจายสินค้า

 

ด้านนายมงคลลีลาธรรม  กรรมการผู้จัดการ  ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(SMEDevelopment Bank หรือ ธพว.) กล่าวถึงผลสำรวจดังกล่าว แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า ปัจจุบัน ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป ทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง   ให้ความสำคัญและสนใจที่จะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งเครื่องจักร นวัตกรรม ตลอดจน เทคโนโลยีสารสนเทศ มาช่วยยกระดับธุรกิจ   เพราะเชื่อมั่นว่าจะสร้างประโยชน์ให้ธุรกิจได้อย่างสูงในอนาคตไม่ว่าจะเป็นด้านลดต้นทุน  ควบคุมการผลิตได้มาตรฐานช่วยขยายตลาดไปสู่สากล  เป็นต้น   

 



จากความต้องการดังกล่าวธพว. จึงวางยุทธศาสตร์การทำงานมุ่งส่งเสริมเอสเอ็มอีไทยให้ยกระดับธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล สามารถเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 โดยผ่านการให้บริการเงินทุนคู่ความรู้ได้แก่ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเริ่มต้นเพียง 1%ต่อปี เพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปลงทุนเครื่องจักรเทคโนโลยี  ซึ่งสามารถยื่นกู้ง่ายๆ ผ่านแพลตฟอร์มSME D Bank  ตลอด  24x7หมายถึง 24 ชั่วโมง 7 วัน ทำงานควบคู่กับหน่วยบริการเคลื่อนที่ "รถม้าเติมทุนส่งเสริม SMEsไทย ฉับไว ไปถึงถิ่น"  ซึ่งพนักงานธนาคาร  ยึดรหัส 8-8-7 คือให้บริการตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึง 2 ทุ่ม (8:00-20:00น.) ตลอด 7 วัน  ช่วยให้เอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุนได้ง่าย สะดวก ทุกเวลาและทุกสถานที่ รวมถึง ในแพลตฟอร์ม SME D Bankรวบรวมเครื่องมือเสริมแกร่งธุรกิจ (Tools Box)  มากกว่า 150 รายการ  และคลังข้อมูลความรู้  (e-Library)  มากกว่า 1,000 ประโยชน์   ช่วยให้เอสเอ็มอีสามารถเรียนรู้ก้าวทันเทคโนโลยียุคใหม่ได้ด้วยตัวเอง


 

อีกทั้ง จัดกิจกรรมและโครงการต่างๆ เติมความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศต่อเนื่อง เช่น  โครงการ "ปักหมุด ธุรกิจติดดาว by SME D Bank" พาผู้ประกอบการชุมชน70,000 ราย มีตัวตนบนโลกการค้าออนไลน์   จัดสัมมนาให้ความรู้การทำตลาดออนไลน์ต่อเนื่องพัฒนามาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปให้เก็บรักษาได้ยาวนานเหมาะขายออนไลน์  เช่น สนับสนุนเงินทุนให้ผู้ประกอบการไก่ย่างเขาสวนกวางจ.ขอนแก่น ซื้อเครื่องบรรจุสุญญากาศ  กิจกรรมจับคู่ธุรกิจกับผู้ให้บริหารตลาดออนไลน์อย่าง Shopee   และองค์การสภาพัฒนาการค้าฮ่องกง (HKTDC) ให้ความรู้และพาขยายตลาดต่างแดน เช่น จีน ฮ่องกง และอินเดีย เป็นต้น  รวมถึง แนะนำสินค้าเกษตรและอาหารแปรรูปไทยผ่านสื่อออนไลน์ซึ่งมียอดพบเห็น (Reach) จากทั่วโลกมากกว่า 1.2 ล้าน Reach ต่อเดือน เป็นต้น

 




"ยุทธศาสตร์การทำงานของธพว. เปรียบเหมือนการสร้างถนนสายดิจิทัลสำหรับเอสเอ็มอีไทยซึ่งถนนเส้นนี้จะมีปัจจัยแวดล้อมพร้อมทุกด้านที่จะพาเอสเอ็มอีไทยเข้าสู่การยกระดับธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้ธุรกิจเข้มแข็ง เติบโต อยู่รอด และยั่งยืนได้ในโลกการค้ายุคปัจจุบันและอนาคต"นายมงคล กล่าว

 

 

 

 

นอกจากนั้น  ธพว.จะนำข้อเสนอแนะจากกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ ไปพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อใหม่รวมถึง ขั้นตอนการให้บริการ  เพื่อตอบความต้องการผู้ประกอบการกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูปได้อย่างดีที่สุด

ข่าวล่าสุด