รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ไพรินทร์ ชูโชติถาวร เผยถึงการตรวจการดำเนินงานท่าเรือแหลมฉบังว่า ครั้งนี้มีเรือ one columba ซึ่งถือเป็นเรือแม่ขนานใหญ่ที่สุดของโลกเป็นสายการเดินเรือนานาชาติใหม่เกิดจากการรวมตัวกันของสายการเดินเรือของประเทศญี่ปุ่นหลายสายเข้าด้วยกัน ได้เข้าเทียบท่าที่ท่าเรือแหลมฉบัง อ.ศรีราชา จ.ชลบุรีครั้งแรก ซึ่งถือว่า ท่าเรือแหลมฉบังมีความพร้อมที่จะรองรับเรือขนานใหญ่และในอนาคตต่อไปก็จะมีเรือแม่ขนานใหญ่แบบนี้เข้ามาอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะเป็นท่าเรือที่ทัดเทียมกับนานาประเทศ
สำหรับโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังระยะที่ 3 คือ ท่าเทียบเรือตู้สินค้า จำนวน 4 ท่า มีความ7 ล้านตู้ต่อปี มูลค่าลงทุน 1.1 แสนล้านบาท โดยจะเปิดประมูลพัฒนาท่าเรือ F1 F2 ก่อน ซึ่งมีความยาวหน้าท่ารวม 2,000 เมตร รองรับได้ 4 ล้านทีอียูต่อปีส่วนท่าเรือ E1 E2 จะเปิดประมูลหานักลงทุนหลังจากนี้อีก 6-7 ปี โดยการท่าเรือฯ จะลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ก่อสร้างท่าเทียบเรือมาตรฐาน การขุดลอกร่องน้ำ ถนน ราง ระบบ ไฟฟ้า ประปา ทั้งหมด ลงทุนประมาณ 5 หมื่นล้านบาท โดยในช่วง 2 ปีแรกจะเร่งพัฒนาพื้นที่ F ก่อน วงเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเร่งส่งมอบให้เอกชนไปพัฒนาต่ออีกประมาณ 3 หมื่นล้านบาท เพื่อเปิดให้บริการได้ในปี 66-67 โดยในส่วนของพื้นที่ F มีอายุสัมปทาน 35 ปี
ขณะที่ ปริมาณสินค้าของท่าเรือแหลมฉบังในปี 2561 มีประมาณ 8 ล้านทีอียู เติบโตจากปีก่อน 4% โดยในปี 60 มีประมาณ 7 ล้านทีอียู คาดว่าปี 2562 การเติบโตจะอยู่ที่ประมาณ 4-5% ซึ่งอัตราเติบโตที่ผ่านมาเป็นไปตามธรรมชาติ ซึ่งมองว่าการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะเริ่มส่งผลให้มีสินค้าเพิ่มในอีก 2-3 ปีข้างหน้าอย่างต่อเนื่องทำให้โครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบังเฟส 3 มีความสำคัญที่จะรองรับปริมาณสินค้าที่เพิ่มขึ้นในอนาคตได้