บลจ.ธนชาต ตั้งเป้า AUM ปีนี้ 2.3 แสนล้าน
21 พ.ย. 2561 | tananya_nak

บลจ.ธนชาต ตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) สิ้นปี 2561 อยู่ที่ 2.3 แสนล้านบาทจากแรงหนุนกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี (RMF/LTF) ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. นี้
ข่าว
21 พ.ย. 2561 | tananya_nak

บลจ.ธนชาต ตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) สิ้นปี 2561 อยู่ที่ 2.3 แสนล้านบาทจากแรงหนุนกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี (RMF/LTF) ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. นี้
ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์มหภาค บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนธนชาต โชติช่วง ธีรขจรโชติ เผยถึงมุมมองการลงทุนในปีหน้า ว่า ทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีหน้า ยังสามารถขยายตัวต่อเนื่อง แต่จะเติบโตในอัตราที่ช้าลงซึ่งมีปัจจัยกดดันจากสถานการณ์ในต่างประเทศ ทั้งปัญหาสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่ยังไม่มีความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการการขึ้นภาษีนำเข้า การขยายตัวของเศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอตัว ส่งผลทำให้ภาคการส่งออกของไทยเริ่มเห็นสัญญานการชะลอตัวและราคาน้ำมันยังคงปรับตัวผันผวน
ขณะที่พื้นฐานเศรษฐกิจไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดี โดยคาดว่าปี 2562 จะขยายตัว3.8% แรงหนุนหลักมาจากการจ้างงานในประเทศที่ขยายตัวระดับสูงในหลายอุตสาหกรรม ราคาสินค้าเกษตรเริ่มทยอยปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อของกลุ่มเศรษฐกิจฐานรากปรับตัวดีขึ้น การลงทุนภาครัฐยังมีทิศทางการขยายตัวต่อเนื่องจากปีนี้หลังจากโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนาดใหญ่หลายโครงการจะเริ่มก่อสร้างในช่วงต้นปี 2562 ซึ่งจะส่งผลให้ภาคเอกชนเพิ่มสัดส่วนการลงทุนตามมา
สำหรับการลงทุนใน บลจ.ธนชาต มองว่าหุ้นไทยยังคงน่าสนใจกว่าหุ้นต่างประเทศ เพราะในปีหน้าความเสี่ยงของไทยดูจะมีแค่เรื่องเดียวคือการเมืองหลังการเลือกตั้ง ซึ่งแน่นอนว่าในช่วงระยะเวลานั้นน่าจะมีความผันผวนหรือปรับลดลงอยู่บ้าง แต่จะเห็นได้ว่ากำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดยังเติบโตได้ต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่า SET Index ในปีหน้าจะซื้อขายบน P/E หรือ อัตราส่วนราคาหุ้นของปัจจุบัน ที่ประมาณ 15 16 เท่า หรือ ระหว่าง 1,750 1,850 จุด แม้ว่า P/E ตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้ต่ำมากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน แต่ปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศมีน้อยกว่า ประกอบกับแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติที่น่าจะน้อยกว่าในปีนี้ นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยที่ช่วยผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้จากค่าเงินบาทที่อ่อนลง เพราะเชื่อว่าในช่วงไตรมาส 1 ปี 2019 ค่าเงินบาทจะแกว่งตัวระหว่าง 32.00 33.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้หุ้นไทยในปีหน้ายังคงน่าสนใจ
ด้านกรรมการผู้จัดการ บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนธนชาต บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ บอกว่า เดือนตุลาคมที่ผ่านมา บลจ.ธนชาต มียอดลงทุนสุทธิตั้งแต่ต้นปีในกองทุนหุ้นไทยเกือบ 2 หมื่นล้านบาท ทำให้ตอนนี้ธุรกิจกองทุนรวมมีสินทรัพย์ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 203,470 ล้านบาท ส่วนธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลปรับเพิ่มมาอยู่ที่ 13,734 ล้านบาท และกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่ที่ 15,972 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทำให้ ณ สิ้นปี 2561 สินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) เท่ากับ 2.3 แสนล้านบาท
ปีนี้บริษัทสามารถสร้างยอดขายกองทุนหุ้นไทยสุทธิอยู่เกือบ 2 หมื่นล้าน ทำให้สัดส่วนสินทรัพย์กองทุนหุ้นของบริษัทปรับตัวจากเกือบ 4 หมื่นล้านในปีที่แล้ว มาเป็นกว่า 5 หมื่นล้านในปีนี้ คิดเป็น 1 ใน 4 ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากบริษัทได้เปิดขายกองทุนหุ้นไทยแนวใหม่ T-SmartBeta ได้กว่า 5 พันล้านบาท เนื่องจากเป็นกองทุนที่ค่อนข้างมีความเฉพาะตัว สามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนได้ ทั้งในช่วงที่ตลาดหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวลง และปรับตัวขึ้น แต่กองทุนที่ได้รับความนิยมสูงสุดของบริษัทในปีนี้ คือ กองทุนหุ้นปันผลอย่าง T-DIV และ T-DIV2 ที่ยอดลงทุนสุทธิทั้ง 2 กองทุนอยู่ที่กว่า 1.3 หมื่นล้าน (31 ต.ค. 61) เนื่องจากเป็นกองทุนที่ตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเมื่อประมาณเดือนมีนาคมปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบันสามารถจ่ายปันผลได้กองทุนละ 6 ครั้งแล้ว ซึ่งคาดว่าจะยังคงได้รับความนิยมในปีหน้าเช่นกัน