กระทรวงคมนาคมจึงมอบหมายให้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) นำข้อเสนอขอปรับขึ้นค่าโดยสารของผู้ประกอบการทั้ง 3 ประเด็น ไปเสนอให้คณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลางพิจารณาภายในวันที่ 15 ธันวาคม 2561 โดยคณะกรรมการฯ มีอำนาจพิจารณาว่าควรปรับขึ้นค่าโดยสารหรือไม่ ควรปรับในอัตราเท่าไหร่ และควรดำเนินการเมื่อไหร่ หากคณะกรรมการฯ อนุมัติให้ปรับขึ้นค่าโดยสาร กลุ่มรถร่วมฯ ก็ควรดำเนินการหลังเทศกาลปีใหม่ 2562 เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในช่วงนี้
ส่วนคณะกรรมการจะอนุมัติให้ปรับราคามากน้อยเพียงใด หรือเป็นไปตามข้อเรียกร้องที่ผู้ประกอบการ เสนอขอปรับราคาค่าโดยสารรถร้อน 3 บาท และรถปรับอากาศระยะละ 2 บาทหรือไม่นั้น จะขึ้นอยู่กับคณะกรรมการฯ พิจารณารายละเอียดอีกครั้ง
ทั้งนี้ รถร่วมฯ ถือเป็นบริการสาธารณะ จึงไม่ใช่ธุรกิจที่ต้องได้ผลกำไรเป็นกอบเป็นกำ โดยอาจมีกำไรบ้างเพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่ได้ นอกจากนี้ได้หารือกับผู้ประกอบการว่า ต้องปรับปรุงบริการในภาพรวมให้ดีขึ้น มีการติดตั้งระบบอี-ทิคเก็ต, จีพีเอส และปรับปรุงมารยาทพนักงานบนรถ ซึ่งกลุ่มผู้ประกอบการรถร่วมฯ และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ก็พร้อมให้ความร่วมมือ
นายกสมาคมพัฒนารถร่วมบริการเอกชน วิทยา เปรมจิตร์ เผยว่า ผู้ประกอบการรถร่วมฯ พอใจกับผลประชุมครั้งนี้ โดยหากที่ประชุมคณะกรรมการขนส่งทางบกอนุมัติให้ปรับขึ้นค่าโดยสารตามข้อเสนอ ผู้ประกอบการรถร่วมฯ ก็อาจจะปรับขึ้นค่าโดยสารในวันที่ 5-6 มกราคม 2562 และพร้อมยกระดับบริการให้ดีขึ้นภายในระยะเวลา 1 ปี
สำหรับข้อเสนอขอปรับขึ้นค่าโดยสารมีทั้งหมด 3 ส่วน ได้แก่ 1. ขอปรับค่าโดยสารรถเมล์ร้อน จาก 9 บาทตลอดสาย เป็น 12 บาทตลอดสาย 2. รถเมล์ปรับอากาศ (รถเมล์แอร์) จาก 13 บาทเป็น 15 บาท พร้อมปรับเพิ่มระยะทางละ 2 บาท และ 3. รถเมล์ใหม่ที่จะเข้าสู่โครงการปฏิรูป ขอให้จัดเก็บค่าโดยสารเริ่มต้น 20 บาทใน 4 กิโลเมตรแรก และระยะต่อไปให้จัดเก็บ 25 บาท โดยมีแค่ 2 อัตราเท่านั้น
รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ผลการศึกษาเรื่องอัตราค่าโดยสารของสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เสนอแนะว่าควรปรับขึ้นค่าโดยสารให้รถใหม่ แต่ไม่ได้ระบุว่าควรปรับค่าโดยสารรถเก่าอย่างไร ดังนั้นจึงต้องเป็นอำนาจตัดสินใจของคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง ที่มีนายกฤชเทพ สิมลี รองปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน แต่เบื้องต้นมีแนวโน้มว่าจะมีการปรับขึ้นค่าโดยสารให้กลุ่มรถร่วมฯ เพราะผู้ประกอบการมีต้นทุนสูงขึ้นจริง โดยเฉพาะรถเมล์ที่วิ่งเส้นทางระยะไกลมากกว่า 30 กิโลเมตร ซึ่งต้องแบกรับต้นทุนก๊าซเอ็นจีวีมากกว่าผู้ประกอบการในเส้นทางสายสั้น