อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ วิชัย โภชนกิจ บอกว่า กรมฯ ได้ตระหนักถึงปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มโดยได้ดำเนินการแก้ไขปัญหามาเป็นลำดับ เช่น การหาตลาดส่งออกน้ำมันปาล์มดิบเพื่อระบายผลผลิตส่วนเกินในประเทศ พิจารณาแนวทางให้ความช่วยเหลือด้านราคาปุ๋ยเพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกร ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ด่านสำคัญในภาคใต้ ร่วมกับฝ่ายความมั่นคงตรวจสอบและจับกุมการลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์ม ส่วนกรณีที่โรงงานสกัดปฎิเสธการรับซื้อนั้น เพราะปาล์มไม่ได้คุณภาพตามข้อตกลง ซึ่งเกษตรกรจะต้องตัดผลปาล์มสุกเท่านั้นจึงได้เปอร์เซ็นต์น้ำมันที่กำหนด ซึ่งปาล์มที่ไม่ได้คุณภาพจะนำไปแปรสภาพเป็นปุ๋ยแล้วจ่ายคืนให้แก่เจ้าของปาล์มต่อไป เพื่อป้องกันมิให้ปาล์มดิบหรือปาล์มที่ไม่ได้คุณภาพเข้ามาในระบบการซื้อขายอีก
ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ศิริ จิระพงษ์พันธ์ บอกว่าจากสถานการณ์ราคาปาล์มน้ำดิบตกต่ำ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. จึงมี 3 มาตรการที่จะช่วยดูดซับปาล์มน้ำมันของเกษตรกรคือ 1 เพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี7 จาก 6.6% ในปัจจุบัน เป็นร้อยละ 6.9% ซึ่งจะสามารถช่วยดูดซับน้ำมันปาล์มดิบ เพิ่มขึ้นอีก 80,000 ตัน/ปี โดยบังคับใช้มาตรการ ตั้งแต่วันที่ 8 พฤศจิกายน 61 เป็นต้นไป 2 ความร่วมมือจาก ขสมก. และ บขส. ในการทดลองใช้น้ำมันดีเซล B20 ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 เดือน โดยมีแผนงานใช้น้ำมันดีเซล B20 ในปริมาณ 7 ล้านลิตร/เดือน ส่งผลให้ประมาณการใช้น้ำมันดีเซล B20 ในเดือนธันวาคมจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 20 ล้านลิตร/เดือน // และ 3 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย จะนำน้ำมันปาล์มดิบไปเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าร่วมกับแก๊ส ที่โรงไฟฟ้าบางปะกง หรือโรงไฟฟ้าราชบุรี ซึ่งเป้าหมายการใช้น้ำมันปาล์มดิบ 160,000 ตันต่อปี โดยรัฐสนับสนุนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากวงเงินงบกลาง 525 ล้านบาท
ทั้งนี้ ตามแผนงานช่วยดูดซับการผลิตน้ำมันปาลม์ดิบในประเทศของกระทรวงพลังงานที่ประกอบ การผสมไบโอดีเซล 1.9 ล้านตันต่อปี และการนำไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าอีก 160,000 ตันต่อปี จะช่วยดูดซับได้ทั้ง 2.6 ล้านต้นต่อปี จากผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบ ในประเทศประมาณ 2.5 ล้านตันต่อปี หากเป็นไปตามแผนจะเกิดความสมดุล และรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันปาล์มดิบได้ที่ราคา 3 บาท 50 สตางค์ ต่อกิโลกรัม