และส่วนใหญ่มีหัวหน้าหน่วยงานภาครัฐมีส่วนสำคัญกับการทุจริตที่เกิดขึ้นรวม 7 รูปแบบ คือ การคอร์รัปชั่นขนาดใหญ่, การคอร์รัปชั่นขนาดเล็ก, การรับสินบน, การยักยอก, การอุปถัมภ์ระบบพวกพ้อง, การเลือกที่รักมักที่ชัง, และการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งที่ผ่านมา คณะรักษาความสงบแหงชาติ หรือ คสช. ได้เล็งเห็นปัญหานี้ และได้มีคำสั่ง คสช.ที่ 69/2557 กำหนดให้หัวหน้าหน่วยงานรัฐเป็นกลไกสำคัญในการต่อต้านการทุจริตทั้ง 7 รูปแบบนี้ แต่ที่ผ่านมายังไม่มีกลไกที่จะทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้ จึงมีการยกร่างกฎหมาย และผลักดันกฎหมายให้สามารถใช้ได้ก่อนที่ คสช.จะหมดอำนาจ ฟังจากสาระสำคัญของกฎหมาย ข้าราชการอาจจะหนาวๆ ร้อนๆ โดยเฉพาะระดับ "ผู้บังคับบัญชา" เพราะอาจต้องติดร่างแหโดนลงโทษด้วย ทั้งๆ ที่ตัวเองอาจไม่ได้กระทำทุจริต แต่เป็นฝีมือลูกน้อง ประเด็นนี้ พลอากาศเอก วีรวิท ย้ำว่า ข้าราชการยังไม่ต้องกังวล เพราะกฎหมายนี้ให้ความสำคัญด้านการป้องกันไม่ให้ข้าราชการกระทำความผิด โดยมีกลไกให้ผู้บริหารหน่วยงานต้องกำหนดมาตรการหรือแนวทางป้องกันความเสี่ยง พร้อมพัฒนาระบบตรวจสอบภายใน และการป้องกันความเสี่ยงต่อการทุจริต รวมทั้งแจ้งความเสี่ยงกรณีที่ส่อไปในทางทุจริตไปยังหน่วยเหนือหรือหน่วยตรวจสอบ พร้อมเสนอแนวทางการป้องกันต่อ ป.ป.ท. ขณะที่ ป.ป.ท. จะทำหน้าที่วางระบบรับแจ้งข้อมูลเบาะแส และพิสูจน์ทราบถึงพฤติกรรมที่เข้าข่ายทุจริต แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อมีกลไกแบบนี้แล้ว ผู้บังคับบัญชาจะลอยตัว เพราะยังต้องคอยสอดส่องดูแลอย่างใกล้ชิด หากลูกน้องทำผิด และพิสูจน์ได้ว่าเจ้านายปล่อยปละละเลย ไม่ต้องถึงขนาดรู้เห็น ก็จะมีความผิดด้วย