ล่าสุดปัญหานี้เริ่มมีความชัดเจนขึ้นแล้ว เพราะรองอธิบดีกรมป่าไม้ออกมาบอกว่า "หาดแหลมสน-อ่าวศรีธนู" มีสถานะเป็นพื้นที่ป่า ฉะนั้นแม้จะไม่มีเอกสาร น.ส.ล.ก็ไม่สามารถบุกรุกเข้าไปทำประโยชน์ได้ ทั้งยังเตรียมลงพื้นที่เพื่อหาหลักฐานดำเนินการ พร้อมทั้งแนะนำให้นายกเทศมนตรีตำบลเพชรพะงัน ใช้กฎหมายควบคุมอาคารเข้าไปจัดการอีกทางหนี่ง"ล่าความจริง" ยังได้รับเอกสารจากนายกเทศมนตรีตำบลเพชรพะงัน เป็นคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ในคดีที่เอกชนรายหนึ่งฟ้องร้องเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งนายอำเภอและเจ้าพนักงานที่ดิน ที่ไม่ยอมออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินบนหาดแหลมสน-อ่าวศรีธนู จำนวน 26 ไร่ ให้กับเอกชนรายนี้่ โดนเจ้าหน้าที่ให้เหตุผลว่าเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ที่พลเมืองใช้ร่วมกัน แต่เอกชนรายนี้อ้างสิทธิครอบครอง และสิทธิ์ในที่ดินบริเวณชายหาดที่งอกเพิ่มขึ้นมา แต่คำพิพากษาของทั้ง 2 ศาลมีข้อสรุปเหมือนกันก็คือ ที่ดินพิพาทเกิดจากการเก็บกักมูลดินทรายลงไปในทะเลจากการทำเหมืองแร่ ไม่ใช่ที่ดินงอกริมตลิ่ง และไม่ได้งอกเองตามธรรมชาติ จึงไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ครอบครองได้ เพราะเป็นที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดิน สำหรับพลเมืองใช้ร่วมกันขณะที่ความเคลื่อนไหวอีกด้าน เมื่อวานมีการประชุมของ "ผู้ตรวจการแผ่นดิน" เพื่อหาทางออกของเรื่องนี้ เพราะชาวบ้านบนเกาะพะงันที่ได้รับผลกระทบ ไม่สามารถใช้ประโยชน์บริเวณชายหาดได้ ร้องเรียนเข้าไปยังผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่การประชุมยังไม่ได้ข้อสรุปชัดเจน เพราะมีการถกกันระหว่างเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน และกรมป่าไม้ เพื่อหาข้อสรุปว่าพื้นที่ตรงนั้น ใครคือผู้รับผิดชอบกันแน่ คาดว่าผู้ตรวจการแผ่นดินอาจเชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยลงพื้นที่จริงเพื่อตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง