เนชั่นทีวี

ข่าว

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดประเมินปี 62 จีดีพีโต 4.5%

31 ต.ค. 2561 | tananya_nak

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดประเมินปี 62 จีดีพีโต 4.5%

ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยปี 62 จะเติบโต 4.5% โดยมี 3 ปัจจัยหลักที่ต้องจับตา คือ การเมือง แนวโน้มการปรับอัตราดอกเบี้ย และความเสี่ยงที่อาจส่งแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัด

นักเศรษฐศาสตร์ประจำธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) ทิม ลีฬหะพันธุ์ บอกว่า ประเด็นที่น่าจับตามองของประเทศไทยในปี 2562 คือ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดคาดว่าการเลือกตั้งจะผ่านพ้นไปด้วยดีและการเปลี่ยนรัฐบาลจะช่วยกระตุ้นบรรยากาศการค้าการลงทุน  โดยไม่ว่าผลของการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร รัฐบาลใหม่จะต้องดูแลความต่อเนื่องของนโยบายเชิงโครงสร้างต่อไปอีก 2-3 ปี โดยเฉพาะโครงการโครงสร้างพื้นฐานเมกะโปรเจ็ค วงเงินรวม 7 แสนล้านบาท เป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญ น่าจะยังคงดำเนินการตามแผนที่วางไว้ เนื่องจากภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 มีการกำหนดแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีแม้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในภายหลัง อย่างไรก็ตามยังไม่น่าจะมีปัจจัยกระตุ้นการเติบโตใหม่หลังการเลือกตั้ง ดังนั้นรัฐบาลใหม่ต้องมี Story ใหม่เพื่อดึงดูดนักลงทุนนอกจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน  โดยเห็นว่าเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือ EEC หากเป็นรูปเป็นร่างจะมีนักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย 



ส่วนแนวโน้มการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายการเงิน นายทิม คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะเริ่มการปรับนโยบายการเงินเข้าสู่ภาวะปกติด้วยการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 1.75% ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินในวันที่ 14 พฤศจิกายนนี้ เนื่องมาจากการส่งสัญญาณที่ชัดเจนในการประชุมเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม เนื่องจากธนาคารแห่งประเทศไทย ยังมีความกังวลในเรื่องอัตราการแข็งค่าของเงินบาท จึงไม่น่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันในการประชุมเดือนพฤศจิกายนและธันวาคม โดยคาดว่าดอกเบี้ยนโยบาย สิ้นปี 2562 จะอยู่ที่ 2.25% โดยธนาคารแห่งผประเทศไทยจะขึ้นดอกเบี้ยหนึ่งครั้งในครึ่งปีแรกของปีหน้าและอีกหนึ่งครั้งในครึ่งปีหลัง 


นอกจากนี้ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดเชื่อว่าเงินเฟ้อในประเทศจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากราคาน้ำมันโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนด้วยปัจจัยการปรับตัวดีขึ้นของภาพรวมเศรษฐกิจมหภาค การนำเข้าที่เพิ่มมากขึ้นอันเนื่องมาจากเงินบาทอ่อนค่าเล็กน้อยเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ น่าจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น


นายทิม บอกอีกว่าปริมาณเงินเกินดุลบัญชีเดินสะพัดจะลดลงมาอยู่ที่ 7% ของจีดีพีในปี 2562 เนื่องจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ความเสี่ยงในภาคธุรกิจท่องเที่ยว กรณีนักท่องเที่ยวจีนที่หายไป และการนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นในระยะกลางอันเนื่องมาจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการลงทุน ส่วนเชื้อเพลิงคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% ของการนำเข้าทั้งหมดของไทย  


เมื่อถามว่าความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน หรือ เทรดวอร์จะมีความเสี่ยงต่อภาคการส่งออกหรือไม่ นายทิมบอกว่า ยังไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย ขณะเดียวกันความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีนอาจจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยด้วยซ้ำ เพราะผู้ซื้อจะมองหาสินค้ามาทดแทนสินค้าที่ได้รับผลกระทบทางภาษี ซึ่งภาคส่งออกของไทย อาจได้โอกาสส่งออกสินค้าแทนสินค้าจีน 

ข่าวล่าสุด