ในความผิดฐานร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังหรือกระทำด้วยการใดให้เจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ฯ ให้รับอันตรายสาหัส, ร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปข่มขืนใจให้ผู้อื่นกระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายฯ หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 310 ประกอบมาตรา 83
โดยเมื่อวันที่ 12 ก.ย. 61 อดีตพระพุทธะอิสระได้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ศาลจึงมีคำสั่งให้สำนักงานคุมประพฤติสืบเสาะประวัติเเละพฤติการณ์ของนายสุวิทย์ประกอบทำคำพิพากษา เเละนัดฟังคำพิพากษาในวันนี้ (29 ต.ค)
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ อดีตพระพุทธะอิสระให้การรับสารภาพ พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา 309 วรรค 2และวรรค 3 กับมาตรา 310 วรรค2 ซึ่งเป็นความผิดกฎหมายหลายบทให้ลงโทษ ฐานกักขังหน่วงเหนี่ยวทำให้ผู้อื่นได้รับบาดเจ็บเป็นโทษหนักสุด ให้จำคุก 3 ปี จำเลยให้การสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน และเมื่อพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะพินิจแล้ว เห็นว่าคดีนี้จำเลยได้วางเงินชดใช้ให้กับผู้เสียหายทั้งสองแล้ว จำนวน 4 หมื่นบาท ซึ่งผู้เสียหายทั้งสองไม่ติดใจที่จะดำเนินคดีต่อไป ขณะที่จำเลยไม่เคยได้รับโทษคดีอาญามาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ส่วนที่อัยการขอให้นับโทษต่อจากคดีกบถ กปปส. นั้น เนื่องจากคดีดังกล่าวศาลยังไม่มีคำพิพากษาจึงให้ยกคำร้อง
ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้วกลุ่มลูกศิษย์ ประมาณ 30 คน ได้พนมมือกล่าวพร้อมกันสาธุ ในห้องพิจารณาคดี
อดีตพระพุทธะอิสระ บอกภายหลังฟังคำพิพากษา ว่าขอบคุณศาลและผู้เกี่ยวข้องที่ให้ความเป็นธรรม ต่อไปนี้จะตั้งใจปฏิบัติพระธรรมวินัย โดยวันที่ 1 ธ.ค. นี้ จะกลับไปบวชอีกครั้งที่วัดอ้อน้อย จ.นครปฐม ส่วนอาการบาดเจ็บจากโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทยังคงเจ็บอยู่
อดีตพระพุทธะอิสระ ยังพูดถึงประเด็นการเมืองว่าหากบ้านเมืองเกิดความวุ่นวายอีก ก็ให้เป็นหน้าที่ของฝ่ายการเมือง ก่อนจะขึ้นรถตู้ออกจากศาลกลับวัดอ้อน้อย