ข่าวการเตรียมก่อวินาศกรรมกรุงเทพฯ เกิดขึ้นช่วงต้นเดือนตุลาคม ปี 59 ซึ่งเป็นช่วงที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดผู้นำกรอบความร่วมมือเอเชีย หรือ เอซีดี ตอนนั้นมีข่าวผู้ก่อความไม่สงบจากชายแดนใต้ มีแผนวางระเบิดคาร์บอมบ์ตามห้างสรรพสินค้า และย่านธุรกิจกลางกรุงเทพฯ ตำรวจจึงกระจายกำลังกันออกตรวจค้นพื้นที่ต้องสงสัย เช่น บ้านพัก บ้านเช่าย่านรามคำแหง และแฟลตการเคหะ ที่อำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ ผลการตรวจค้น เจ้าหน้าที่อ้างว่าพบสารเคมีประกอบระเบิด และอุปกรณ์ประกอบระเบิด ทั้งที่ซุกอยู่ในห้อง และถูกนำไปทิ้งตามสถานที่ต่างๆ จึงขยายผลจับกุมผู้เกี่ยวข้องได้ 14 คน และฟ้องร้องดำเนินคดีต่อศาล
รายชื่อจำเลย 14 คน คุณผู้ชมดูตามกราฟฟิกบนหน้าจอได้เลย นำโดย นายตาลมีซี โตะตาหยง ทั้งหมดถูกฟ้องด้วยข้อหาฉกรรจ์ ทั้งอั้งยี่ ซ่องโจร พ.ร.บ.อาวุธปืน และวัตถุระเบิด แต่คดีนี้มีบางฝ่าย เช่น นักสิทธิมนุษยชน ตลอดจนภาคประชาสังคมบางกลุ่มที่ทำงานเกี่ยวกับปัญหาชายแดนใต้ มองว่าเป็นการจับกุมโดยไม่มีหลักฐาน มีการสร้างกระแสว่า การตรวจค้นห้องพักของคนเหล่านี้ เจ้าหน้าที่พบแค่อุปกรณ์ทำน้ำบูดู จึงกลายเป็นเรื่องล้อเลียนกันในโซเชียลมีเดียว่า ตำรวจจับ "ก๊วนบูดูบอมบ์" ไม่ใช่ "คาร์บอมบ์"
คดีนี้อัยการยื่นฟ้องว่า จำเลยทั้งหมดเป็นสมาชิกขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี ประชุมวางแผนขยายพื้นที่การก่อการร้ายเข้ามาในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแบ่งแยกราชอาณาจักร และก่อการร้าย ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า แม้จำเลยทั้งหมดจะปฏิเสธ และโจทก์ คือ อัยการ ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นเหตุการณ์ เพราะการทำงานของขบวนการลักษณะนี้ มักจะปกปิดข้อมูลการติดต่อระหว่างกันอยู่แล้ว แต่จากการตรวจสอบสารประกอบวัตถุระเบิดที่พบในมือของจำเลยบางคน ประกอบกับคำเบิกความของเจ้าหน้าที่อีโอดี ยืนยันว่าสารประกอบระเบิดชนิดนี้ ไม่สามารถพบได้ทั่วไป และการเดินผ่านก็ไม่ทำให้สารติดตัวไปได้ ผู้ที่มีสารประกอบระเบิดติดตามร่างกาย จึงต้องเกี่ยวพันกับวัตถุระเบิดเท่านั้น
ศาลจึงเชื่อได้ว่าจำเลยครอบครองสารประกอบระเบิดจริง พิพากษาจำคุกจำเลย 9 คนจาก 14 คน คนละ 4 ปี ยกเว้นจำเลยที่ 3 คือ นายมูบารีห์ กะนา ซึ่งพบสารประกอบระเบิดตามร่างกาย พิพากษาจำคุก 6 ปี ส่วนจำเลยที่เหลืออีก 5 คน ยกฟ้อง
ก็ถือเป็นอีกหนึ่งความคืบหน้าของคดีความมั่นคงที่เกิดขึ้นในรัฐบาล คสช. และตำรวจสามารถสกัดแผนการก่อวินาศกรรมกรุงเทพฯเอาไว้ได้ แต่จำเลยทั้งหมดนี้ยังไม่ถือว่าเป็นผู้กระทำผิดจริงๆ เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด ทนายความของจำเลย คือ คุณกิจจา อาลีอิสเฮาะ ยืนยันว่าจะยื่นอุทธรณ์อย่างแน่นอน ซึ่งล่าความจริงจะเกาะติดความคืบหน้ามารายงานให้ทราบต่อไป