เนชั่นทีวี

ข่าว

(คลิปข่าว ) อธิการเกษียณครอง "ราชภัฏ-ราชมงคล" อายุสูงสุด 76 ปี

14 ก.ย. 2561 | sippa035

(คลิปข่าว ) อธิการเกษียณครอง  "ราชภัฏ-ราชมงคล" อายุสูงสุด 76 ปี

เมื่อเร็วๆ นี้ มีความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวโยงกับเรื่องธรรมาภิบาลในรั้วอุดมศึกษา เป็นคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่หลายฝ่ายมองว่าน่าจะเป็นบรรทัดฐานเรื่องการแต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (คลิปข่าวเตมด้านล่าง) เพราะศาลชี้ชัดว่าผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี ต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปี ไม่ว่าจะมีสถานะเป็นข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือไม่ใช่ข้าราชการตามที่คำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 37/2560 เปิดช่องเอาไว้ก็ตาม เนื่องจากอธิการบดีต้องมีคุณสมบัติ "อายุไม่เกิน 60 ปี" ให้สอดคล้องตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) บำเหน็จบำนาญข้าราชการด้วย

คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดฉบับนี้ เป็นคดีที่อาจารย์ท่านหนึ่งยื่นฟ้องมหาวิทยาลัยและสภามหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี เนื่องจากแต่งตั้งข้าราชการบำนาญซึ่งอายุเกิน 60 ปีแล้วเป็น "รักษาการอธิการบดี" คดีนี้ศาลปกครองชั้นต้นยกฟ้อง คือพิพากษาว่าการแต่งตั้งข้าราชการบำนาญ อายุเกิน 60 ปี เป็นรักษาการอธิการบดีหรือเป็นอธิการบดีเต็มตัวสามารถทำได้ แต่เมื่อเร็วๆ นี้ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษากลับมาอีกทาง โดยชี้ว่าข้าราชการบำนาญที่เกษียณอายุแล้ว หรือคนที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ แต่อายุเกิน 60 ปี ไม่สามารถดำรงตำแหน่งอธิการบดีได้

เหตุผลของศาลปกครองสูงสุดก็คือ ผู้ที่ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐ ต้องมีคุณสมบัติตาม พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และตามกฎหมายจัดตั้งมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ซึ่งคุณสมบัตินี้ยึดโยงกับสถานภาพความเป็นข้าราชการตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการที่กำหนดชัดว่า ข้าราชการต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปี ยกเว้นบางหน่วยงานที่ระบุไว้ในกฎหมายชัดเจนให้เกษียณอายุเกิน 60 ปี เช่น 65 ปี

ฉะนั้นผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีจึงต้องมีอายุไม่เกิน 60 ปี แม้จะมีคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 37/2560 ออกมาเมื่อปีที่แล้ว เปิดทางให้มหาวิทยาลัยของรัฐสามารถตั้งบุคคลที่ไม่ได้เป็นข้าราชการขึ้นมาเป็นอธิการบดีได้ก็ตาม แต่ศาลก็เห็นว่าคำสั่งหัวหน้า คสช. ไม่ได้ยกเว้นคุณสมบัติเรื่องอายุไม่เกิน 60 ปี ตามกฎหมายอย่างน้อย 3 ฉบับที่กล่าวมา โดยเฉพาะ พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ

นี่คือสาระสำคัญของคำพิพากษา ซึ่งผลของมันแม้จะผูกพันเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี เฉพาะคดีที่มีการยื่นฟ้อง แต่คนในแวดวงอุดมศึกษาจำนวนไม่น้อยมองว่าน่าจะเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายสำหรับการแต่งตั้งบุคคลที่เกษียณอายุราชการแล้วเข้ามาดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยเฉพาะในกลุ่มราชภัฏ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ซึ่งที่ผ่านมาหลายมหาวิทยาลัยมีการฮั้วกันระหว่างสภามหาวิทยาลัยกับผู้บริหาร แต่งตั้งอธิการบดีที่หมดวาระการดำรงตำแหน่ง และเกษียณอายุราชการแล้วให้เป็นอธิการบดีต่อไป เมื่อถูกร้องเรียนคัดค้าน ก็ตั้งเป็น "รักษาการ" ไปเรื่อยๆ แต่มีอำนาจเท่าอธิการบดีตัวจริง


ที่ผ่านมามีมหาวิทยาลัยในกลุ่มราชภัฏ-ราชมงคลนับสิบแห่งที่อธิการบดีเป็นผู้ที่เกษียณอายุราชการแล้ว คืออายุเกิน 60 ปี เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ เป็นต้น

การจะสร้างบรรทัดฐานในเรื่องนี้ เป็นหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ สกอ. เหตุนี้เองแกนนำที่ประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย หรือ ทปสท. จึงได้ออกมาเคลื่อนไหวทันที โดยเดินสายยื่นหนังสือเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงาน รวมทั้งกระทรวงศึกษาฯ และ สกอ.ด้วย เพื่อให้ประกาศบรรทัดฐานเรื่องนี้ออกมาให้ชัด จะได้ไม่มีปัญหาต้องฟ้องร้องตีความกันอีกต่อไปผศ.วิริยะ ศิริชานนท์ ประธาน ทปสท. อธิบายว่า การตั้งบุคคลที่อายุเกิน 60 ปี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเกษียณไปดำรงตำแหน่งอธิการบดี ทำให้เกิดผลกระทบอย่างน้อย 2 ประการ คือ
1.ค่าจ้างที่มอบให้อธิการบดีประเภทนี้ สูงกว่าอธิการบดีที่เป็นข้าราชการทั่วไปที่ยังอายุไม่เกิน 60 ปี เพราะเมื่อไม่ได้เป็นข้าราชการแล้ว ก็สามารถกำหนดอัตราเงินเดือนเท่าไรก็ได้ โดยไม่ต้องยึดโยงกับระดับขั้น หรือ "ซี" ของข้าราชการ

2.มีค่าตอบแทนอื่นๆ มอบให้อีก เช่น ค่าน้ำมันรถ ค่ายานพาหนะ ซึ่งมหาวิทยาลัยของรัฐย่อมไม่สามารถจัดสรรงบประมาณให้ได้ ก็ต้องไปเพิ่มค่าหน่วยกิตของนักศึกษา เพื่อนำเงินมาจ่ายในส่วนนี้ โดยผู้บริหารของมหาวิทยาลัยกลุ่มที่เกษียณอายุแล้ว ไม่ได้มีแค่อธิการบดี แต่ยังมีรองอธิการบดี ผู้ช่วยฯ และคณบดีต่างๆ อีก แต่ละมหาวิทยาลัยก็มีเป็นจำนวนมาก


"เรื่องนี้มีผลเสียชัดเจน เมื่อรายจ่ายของมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นมาอีกด้านหนึ่ง มหาวิทยาลัยก็ต้องหาเงินมา โดยใช้ช่องทางต่างๆ รวมถึงการขึ้นค่าเทอมนักศึกษา ซึ่งเป็นการเพิ่มภาระให้แก่ผู้ปกครอง ผมอยากจะย้อนถามไปยังผู้ที่มีอายุเกิน 60 ปีที่อยากเข้ามาดำรงตำแหน่งเหล่านี้ว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร ทำไมถึงอยากเป็นอธิการบดี สังคมต้องถามกลับไป เพราะคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดออกมาแล้วว่าคนกลุ่มนี้ขาดคุณสมบัติ" ประธาน ทปสท.ระบุ

เรื่องค่าตอบแทนเปรียบเทียบกันระหว่างอธิการบดีที่เป็นผู้เกษียณอายุราชการแล้ว หรืออายุเกิน 60 ปี กับอธิการบดีที่ยังเป็นข้าราชการอยู่ คืออายุยังไม่เกิน 60 ปี ต้องบอกว่าค่าตอบแทนต่างกันมากจริงๆ ซึ่งทาง ทปสท.แจกแจงให้เห็นชัดๆ แบบนี้ (ดูตารางประกอบ)


เริ่มจากรายได้ของอธิการที่ยังไม่เกษียณ ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบราชการ คือเงินเดือน 50,000 บาท เงินประจำตำแหน่ง 30,000 บาท และเงินค่าพาหนะ 31,800 บาท รวมรายได้ต่อเดือน 111,800 บาท หรือคิดเป็น 1,341,600 บาทต่อปี รวมทั้งหมดตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี อยู่ที่ 5,366,400 บาทส่วนรายได้ของอธิการบดีที่เกษียณอายุไปแล้ว เมื่อไม่มีสถานะเป็นข้าราชการ ก็ไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าตอบแทนจากงบประมาณแผ่นดิน ทำให้ต้องตั้งเงินเดือนขึ้นมาเองจากรายได้ของมหาวิทยาลัย ซึ่งหลายมหาวิทยาลัยก็ตั้งกันแบบไม่มีเพดาน ตั้งแต่แสนกว่าบาทไปจนถึงหลายแสนบาท เงินเหล่านี้มาจากเงินค่าเทอมของนักศึกษา จนนำมาสู่การขึ้นค่าเทอม

สมมุติตั้งเงินเดือนไว้ที่ 120,000 บาท อธิการบดีเกษียณแล้วก็ยังมีสิทธิ์ได้รับเงินประจำตำแหน่งอีกเดือนละ 30,000 บาท ค่าพาหนะอีก 31,800 บาท และยังมีเงินบำนาญ กรณีที่เคยเป็นข้าราชการมาก่อน อีกอย่างต่ำๆ ก็เดือนละ 30,000 บาท รวมรายได้เดือนละ 211,800 บาท มากกว่าอธิการบดีที่เป็นข้าราชการเดือนละเป็นแสน รายได้ต่อปีอยู่ที่ 2,541,600 บาท และตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง สูงถึง 10,166,400 บาท สูงกว่าอธิการบดีที่ยังไม่เกษียณถึง 5 ล้านบาท
อาจารย์จิตเจริญ ศรขวัญ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทป.มรภ.) อธิบายเพิ่มเติมว่า การตั้งอธิการบดีจากคนที่เกษียณอายุราชการแล้ว มหาวิทยาลัยต้องหาเงินให้ได้มากขึ้น จนนำมาสู่การขึ้นค่าเทอมนักศึกษา เพราะค่าตอบแทนอธิการบดีอยู่ที่ 1-3 แสนบาทต่อเดือน จึงมองว่าไม่เป็นธรรมต่อนักศึกษา ทั้งๆ ที่จริงสามารถตั้งอธิการบดีที่ยังไม่เกษียณอายุราชการมาทำหน้าที่ก็ได้ แถมค่าตอบแทนก็ไม่แพงอีกด้วย และสามารถนำเงินส่วนต่างของเงินเดือนอธิการบดีไปพัฒนาการเรียนการสอนและจัดซื้ออุปกรณ์ต่างๆ ให้แก่นักศึกษา

"หากดูตัวเลขความแตกต่างเรื่องเงินค่าตอบแทน จะเห็นว่าแต่ละปีถ้ารวมๆ กันหลายๆ ตำแหน่ง และหลายมหาวิทยาลัย ก็เป็นหลักสิบล้านบาทจนถึงร้อยล้านบาทเลยทีเดียว" อาจารย์จิตเจริญ ระบุ


ประธาน ทป.มรภ. บอกอีกว่า ปัญหานี้มักเกิดกับกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏและราชมงคล เพราะจะมีประเพณี "วนเก้าอี้ผู้บริหาร" จากมหาวิทยาลัยหนึ่งไปอีกมหาวิทยาลัยหนึ่ง เช่น ผู้บริหารมหาวิทยาลัยในภาคกลาง เมื่อพ้นตำแหน่งก็จะติดต่อพรรคพวกที่รู้จักกันให้ดูตำแหน่งว่างของมหาวิทยาลัยในภาคอื่นๆ ทำให้ผู้บริหารหน้าเดิมๆ เวียนเข้าไปบริหารมหาวิทยาลัย หลักการบริหารแบบนี้ อาจารย์จิตเจริญ เรียกว่า "3 ง."

"พวกผมสงสัยว่าทำไมคนเหล่านี้ถึงต้องการเป็นอธิการบดีกันเหลือเกิน ทั้งที่เกษียณอายุราชการไปแล้วก็ยังไม่ยอมออกจากตำแหน่ง หรือวนไปหาตำแหน่งในมหาวิทยาลัยอื่นอีก ผมมองว่าคนเหล่านี้บริหารงานด้วยหลักการ 3 ง. คือ งกอำนาจ, งุบงิบ คือแอบทำโครงการแบบไม่โปร่งใส และเงียบ คือเมื่อเกิดเรื่องหรือความไม่โปร่งใสอะไรขึ้นมา ก็จะเงียบ ตีมึนไปเรื่อยๆ รอจนกว่าเรื่องจะเงียบหายไปเอง นี่ยังไม่รวมถึงการมานั่งทับตำแหน่งอธิการบดีเพื่อปกปิดเรื่องทุจริตที่ตัวเองเคยก่อเอาไว้ ซึ่งการเข้ามาตำแหน่งนี้ก็เพื่อป้องกันตัวเองแบบหนึ่งนั่นเอง"


"อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดผลเสียสำหรับการตั้งอธิการบดีจากคนที่เกษียณอายุแล้ว ก็คือแนวคิดของคนเกษียณ โดยมากมักไม่ได้ก่อให้เกิดสิ่งใหม่ๆ อะไรเกิดขึ้น แตกต่างจากคนหนุ่มสาว หรือคนที่ยังไม่เกษียณอายุที่มีลักษณะความเป็นรุ่นใหม่มากกว่า เหมือนกับการที่ คสช.ออกคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 37/2560 ให้คนนอกมหาวิทยาลัยเข้ามาทำหน้าที่อธิการบดีได้ ก็ถือเป็นเจตนาที่ดี แต่ผมมองว่าหากมีคนนอกเข้ามาก็จะต้องอายุไม่เกิน 60 ปีเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ยังไม่เห็นมีมหาวิทยาลัยไหนนำคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับนี้มาใช้เลย มีแต่การนำอดีตอธิการบดีที่เกษียณแล้วมาเป็นอธิการบดีต่อ แบบนี้เป็นการอ้างคำสั่งหัวหน้า คสช.เพื่อเจตนาสืบทอดอำนาจมากกว่า" อาจารย์จิตเจริญ กล่าว


ประธาน ทป.มรภ. บอกอีกว่า เรื่องนี้โยงกับปัญหาธรรมาภิบาลด้วย เพราะหากตรวจสอบย้อนกลับไปจะพบว่า ถ้าอธิการบดีเกษียณแล้วมีปัญหาธรรมาภิบาล จะเอาผิดยาก เนื่องจากไม่ได้มีสถานะเป็นข้าราชการ จึงเอาผิดวินัยไม่ได้ ต้องฟ้องร้องอย่างเดียว นี่เองที่ทำให้คดีฟ้องร้องในแวดวงอุดมศึกษามีมากมายหลายร้อยคดีเขาย้ำด้วยว่า มหาวิทยาลัยของรัฐทั้งราชภัฏและเทคโนโลยีราชมงคลล้วนเป็นส่วนราชการ มี "กฎหมายกลาง" ของมหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ซึ่งทุกสถาบันต้องใช้ร่วมกัน เมื่อมหาวิทยาลัยมีสถานะเป็นส่วนราชการ ผู้ดำรงตำแหน่งบริหารจึงต้องเป็นข้าราชการตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งกฎหมายกำหนดตำแหน่งไว้ชัดเจน เช่น อธิการบดี


ฉะนั้นผู้ดำรงตำแหน่งบริหารจึงต้องปฏิบัติตามระเบียบราชการ และ พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ ด้วย คือมีอายุเกิน 60 ปีไม่ได้ ตามที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยเอาไว้ ซึ่งจากคำพิพากษานี้ กระทรวงศึกษาธิการควรประกาศหลักการให้เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน เพราะทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลมีพระราชบัญญัติที่ใช้ร่วมกัน จึงเปรียบเสมือนเป็น "บ้านหลังเดียวกัน"

ข่าวล่าสุด