เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในเซตที่ 2 เมื่อ ผู้ตัดสิน คาร์ลอส รามอส ได้ตักเตือน เซเรน่า ว่าไม่ให้ดูสัญญาณคำแนะนำจากโค้ชระหว่างแข่ง แต่ เซเรน่า ยืนยันว่าไม่ได้รับคำแนะนำจากโค้ช พร้อมกับยืนเถียงกับผู้ตัดสินอยู่นาน
จากนั้นมีการเตือนครั้งที่ 2 เมื่อ เซเรน่า ทำลายแร็กเกตในเกมที่ 6 และยกแต้มให้ โอซากะ ขึ้นนำ 15-0 ส่งผลให้ เซเรน่าเดินไปชี้นิ้วตะโกนด่าผู้ตัดสินชุดใหญ่อีกรอบ ถึงขั้นด่าว่า "ไอ้หัวขโมย" ทำให้ผู้ตัดสินประกาศตัดแต้มใหญ่ (1 แต้มเต็ม) เนื่องจากใช้พฤติกรรมไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นเรื่องที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในทัวร์นาเม้นท์ระดับนี้ ทำให้โอซากะ ขึ้นนำ 5-3 ทันทีท่ามกลางเสียงโห่ของแฟนเทนนิสรอบสนาม ทำเอา เซเรน่า ถึงกับร้องไห้และปฏิเสธลงคอร์ตพร้อมกับเรียกร้องให้ฝ่ายควบคุมการแข่งขันเข้ามาจัดการแต่ก็ไม่เป็นผล โดยแม้ว่าสุดท้ายแล้ว เซเรน่าก็กลับมาลงเล่น แต่ก็ยังรวบรวมสมาธิของตัวเองไม่ได้ จนแพ้ไปในที่สุด 2 เซตรวด 2-6 และ 4-6
หลังจบการแข่งขัน แพทริค มูราโตกลู โค้ชของ เซเรน่า ยอมรับว่า ตนเองพยายามโค้ชจากข้างสนามจริงๆ แต่ไม่คิดว่า เซเรน่า มองเห็น นอกจากนี้ยังบอกว่า โค้ชของโอซากะก็ทำ และ "ใครๆ ก็ทำกัน"
ด้าน เซเรน่า ก็ยืนยันหลังเกมว่า ตนเองไม่ได้ทำอะไรผิด และสิ่งที่เกิดขึ้นคือความไม่ยุติธรรมทางเพศ แค่เพราะเธอเป็นผู้หญิงแต่กรรมการคนนั้นกลับมาทำอย่างนี้กับเธอนั่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เธอแค่พูดออกมาแต่กลับถูกลงโทษขนาดนี้
หากจะหาคนผิดจากเรื่องนี้ อาจมองได้หลายแบบ ส่วนหนึ่งผู้ตัดสินก็ผิดที่ลงโทษรุนแรงเกินกว่าเหตุ เพราะเมื่อย้อนไปดูหลายๆเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในวงการเทนนิส จะเห็นว่าเคยมีเหตุการณ์ที่นักกีฬาเถียงกับผู้ตัดสินหลายครั้ง แต่ก็แทบไม่มีการลงโทษถึงขั้นตัด 1 คะแนนเต็มมาก่อน ส่วนใหญ่จะเป็นเพียงการพยายามควบคุมสถานการณ์ในสนามให้ได้ จากนั้นค่อยไปลงโทษปรับเงินย้อนหลังจากความผิดแสดงพฤติกรรมไม่เหมาะสม
แต่อีกส่วนหนึ่งต้องยอมรับว่า แพทริค มูราโตกลู โค้ชของ เซเรน่า ก็ผิดเช่นกันที่พยายามสอนระหว่างแข่งทั้งๆที่กฎก็ห้ามไว้ชัดเจน ที่สำคัญที่สุดคือคำกล่าวที่ว่า "ใครๆก็ทำกัน" ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะทำอะไรก็ได้
และนี่คือบทเรียนของนักกีฬา หรือแม้แต่มนุษย์ทุกคน เพราะว่าการอยู่ร่วมกันในสังคม ต้องมีกฎกติกา "ผิด" ก็คือ "ผิด" การที่อ้างว่า "ใครๆก็ทำผิด" ไม่ได้ทำให้ความผิดกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้แต่อย่างใด