ครั้งนั้นตำรวจได้เอ็กซเรย์พื้นที่ และพบว่าบนเกาะเต่ามีจุดเสี่ยงด้วยกัน 4 จุด โดยเฉพาะหาดทรายรี ที่สองนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษเคยถูกล่วงละเมิดทางเพศและฆ่าทิ้งทั้งหญิงชาย เมื่อปี 57 คำถามก็คือ นับถึงวันนี้ จุดเสี่ยงเหล่านั้นยังเสี่ยงอยู่หรือไม่ เพราะสื่อต่างชาติมักมองว่าเกาะเต่าเป็นดินแดนอันตรายสำหรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่เดินทางมาเยือน
"ทีมล่าความจริง" ลงพื้นที่จุดเสี่ยงจุดแรก บริเวณโขดหินหาดทรายรี และสวนหิน จปร. พบว่าหากเป็นเวลากลางวัน จะมีนักท่องเที่ยวไปนั่งชิลล์เป็นจำนวนมาก แต่หากเป็นเวลากลางคืน จำนวนนักท่องเที่ยวก็จะน้อยลง แต่จะมีไฟส่องสว่างอยู่ทั่วบริเวณ และยังมีกล้องวงจรปิดจับภาพทุกมุมของลาน จปร. นอกจากนั้นยังมีกำลังตำรวจคอยสอดส่องตรวจตราอยู่เป็นประจำด้วย
จุดที่สอง คือ หาดทรายรี บริเวณนี้กล้องวงจรปิดจากลาน จปร. สามารถจับภาพได้ครอบคลุมมาถึง มองเห็นทั้งหาด ทั้งยังมีกล้องวงจรปิดของเอกชนที่ติดตั้งไว้ทั่วบริเวณ
จุดที่สาม บริเวณท่าเรือ หากเป็นยามค่ำคืน จะมีไฟส่องสว่าง ไม่มืดเหมือนในอดีต และยังมีกล้องวงจรปิดของเอกชนติดตั้งไว้ด้วย
และจุดที่สี่ คือบริเวณป่าเขา ปัจจุบันมีผู้ประกอบการสร้างรีสอร์ตหลายแห่ง ทำให้ไม่เปลี่ยวเหมือนสมัยก่อน
นายกเทศมนตรีตำบลเกาะเต่า บอกกับ "ล่าความจริง" ว่า พื้นที่่ส่วนใหญ่ที่เคยเป็นจุดเสี่ยง เป็นพื้นที่เอกชน ทำให้มีเจ้าของธุรกิจและผู้ประกอบการวางมาตรการดูแลอย่างเข้มงวด ส่วนที่เป็นพื้นที่สาธารณะ ทางตำรวจก็ช่วยตรวจตราและเฝ้าระวัง ทำให้อาชญากรรมบนเกาะเต่าเกิดขึ้นน้อยมาก
นายกเทศมนตรีตำบลเกาะเต่า ยังบอกอีกว่า ทางเทศบาลได้รับงบประมาณจากกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี สำหรับติดตั้งกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม หากรวมกับกล้องของภาคเอกชนแล้ว เกาะเต่าจะมีกล้องวงจรปิดมากกว่า 90 ตัวรอบเก่า ทำให้ในปัจจุบัน จุดที่เคยเสี่ยงก็ไม่เสี่ยงแล้ว และยังเป็นการป้องกันอาชญากรรมทุกประเภทที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย
นี่คือสภาพปัจจุบันของ 4 จุดเคยเสี่ยงบนเกาะเต่า ซึ่งทีมล่าความจริงไปย้อนรอยมาให้ดูกัน ก็หวังว่าหลังจากนี้จะไม่มีข่าวร้ายๆ หรืออาชญากรรมร้ายแรงอะไรเกิดขึ้นบนเกาะเต่าอีก เพื่อฟื้นฟูภาพลักษณ์การท่องเที่ยว และสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา