พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผู้ซึ่งถูกจับตามองว่า จะหวนคืนสู่ตำแหน่งสูงสุดทางการบริหารอีกรอบหนึ่งหลังเลือกตั้ง ด้วยวิธีการอย่างไร ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 และครรลองของประชาธิปไตยที่หลายกรณีไม่มีบัญญัติไว้ในกฎหมายใด นายกรัฐมนตรีตอบคำถามสื่อถึงท่าทีของเขาที่เคยบอกไว้ว่าจะชัดเจนในเดือนกันยายนปีนี้ว่า "เมื่อถึงเวลาแล้วจะบอกว่าจะอยู่หรือไม่อยู่ และจะอยู่อย่างไรต้องไปดูกฎหมายรัฐธรรมนูญ จะอยู่ต่อหรือไม่อย่างไร และจะไปอยู่พรรคไหน ถ้าประชาชนไม่เลือกพรรคนั้นแล้วจะมาได้อย่างไร การตัดสินใจจะมีหลักเกณฑ์ ซึ่งตอนนี้ยังไม่รู้ว่าพรรคไหน"
มีข้อครหามานานพอสมควร ถึงแม้ว่า ก่อนวันที่ 3 มกราคม 2561 พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่ได้ประกาศว่า "วันนี้ผมต้องเปลี่ยนแปลง เพราะผมไม่ใช่ทหาร ผมเป็นนักการเมืองที่เคยเป็นทหาร" แต่ฝ่ายการเมืองก็นับเอา พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งรวมถึงคณะของเขาด้วยเป็นฝ่ายการเมือง และแบ่งข้างแยกฝ่ายกันเสร็จสรรพ จากที่เคยเป็นคนกลางผู้เข้ามาห้ามทัพก็กลายเป็นคู่ขัดแย้งและคู่แข่งทางการเมืองไปก่อนหน้าแล้ว และที่ถูกจับตามากที่สุดก็คือ ฝ่ายของ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งถือว่าเป็นผู้กุมอำนาจรัฐเอาไว้แบบเบ็ดเสร็จ และยังมีกฎหมายพิเศษเปิดทางให้ใช้อำนาจจัดการในทางการบริหารอย่างกว้างขวาง ไม่เกิดทางตรงก็มีผลพลอยได้ทำให้เกิดความได้เปรียบทางการเมือง โดยที่อีกฝ่ายกลับถูกกดทับไว้ด้วยกฎหมายของคสช. กิจกรรมหลายอย่างของรัฐบาลจึงถูกมองว่าเป็นไปเพื่อผลทางการเมือง อย่างเช่น การประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรภูมิภาคต่างๆ การอนุมัติโครงการขนาดใหญ่และมาตรการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย การปราบปรามผู้มีอิทธิพล ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงคนบางกลุ่มให้ศิโรราบในคราวเดียวกัน
และยิ่งใกล้ถึงเวลาตัดสินกันในสนามเลือกตั้งมากขึ้นเท่าไร ข้อครหาเรื่องการสร้างความได้เปรียบให้แก่ฝ่ายตนเองก็มีมากขึ้นเป็นลำดับ อย่างกรณี สนช.เข้าชื่อกันเพื่อขอแก้ไขกฎหมายยกเลิกผู้ตรวจการเลือกตั้งที่มาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ชุดเก่า ซึ่งแม้ว่ากลุ่มคนที่ได้รับการเลือกสรรมาจะกระจายไปในหลากหลายอาชีพ แต่ก็ยังมองได้ว่า อาจจะไม่เป็นที่พอใจของผู้มีอำนาจที่หวังจะให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งเป็นไม้เป็นมือสอดส่องระหว่างการเลือกตั้งก็ได้ หรือแม้แต่การยุติความเคลื่อนไหวแก้กฎหมาย ก็ไม่ได้หมายความว่า รัฐบาลจะไม่ถูกมองว่า แทรกแซงผู้ตรวจการและกกต.ไม่ได้