**คนสองขั้วโลก
"ผมใช้ชีวิตอยู่ 2 เดือน มันเปลี่ยนคนคนหนึ่งได้เลย คนที่มีหัวตะวันตกมากๆ ที่เคยอยู่ในประเทศที่คิดว่าเราแน่ที่สุด เจ๋งที่สุด ไปที่ไหนก็บอกอยู่อเมริกา เรียนอเมริกา กระตุกเรากลับหลังหันมาเลย
ในโลกที่คิดว่ามีเสรีนิยมสูง มีสิทธิเท่าเทียมกันอย่างอเมริกา ผมกลับรู้สึกไม่ปลอดภัยเท่าที่จีน ทั้งความรู้สึกปลอดภัยในชีวิตและเวลาไปไหนมาไหน ความมั่นใจ ความมีส่วนร่วม ความเป็นส่วนหนึ่งของสังคม รู้สึกว่าอยู่จีนแล้วเป็นส่วนหนึ่งมากกว่า
กระตุกให้เราคิดอีกว่าในโลกเสรีที่ทุกคนมีสิทธิ มีความเท่าเทียมกัน ทุกคนมีเสรีภาพแต่เรากลับรู้สึกว่าไม่ปลอดภัย แต่ที่จีนกลับรู้สึกปลอดภัย กลับกลายเป็นในโลกคอมมิวนิสต์มีเสรีภาพอยู่ในนั้นเยอะมาก มีเสรีภาพมากกว่าอเมริกาด้วยซ้ำ"
"แม้ผมใช้ชีวิตแค่ 29 ปี แต่อยู่ใน 2 ขั้วที่ต่างกันสุดๆ โลกที่คนมองว่าเสรีนิยมกับโลกเผด็จการ และสำหรับผมทุกนาทีคือการเรียนรู้"
**เป็นอาจารย์สอนหนังสือ
หลังเรียนจบการค้าระหว่างประเทศที่จีน "เขตรัฐ" กลับมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือเพราะในใจมีความรู้สึกอยากทำเพื่อส่วนรวมและคิดว่าอาชีพนี้น่าจะตอบโจทย์
"ตอนแรกสอนบริหารธุรกิจที่มหาวิทยาลัยรังสิตอยู่ประมาณครึ่งปี ก็ไม่ชอบ รู้สึกเหมือนสอนไปวันๆ ไม่มีความท้าทาย รู้สึกชีวิตเราเหมือนหุ่นยนต์ ทำเหมือนเดิมๆ จึงตัดสินใจย้ายไปธรรมศาสตร์ สอนที่วิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ สอนภาษาอังกฤษ แล้วสอนประวัติศาสตร์ไทย แต่ตอนหลังย้ายไปอยู่คณะวิทยาการเรียนรู้ศึกษาศาสตร์"
รวมเบ็ดเสร็จ "เขตรัฐ" เป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ประมาณ 2 ปีครึ่ง
เขาเล่าว่า ช่วงแรกที่สอนหนังสืออยู่ที่ธรรมศาสตร์ เป็นช่วงที่ลำบากที่สุดช่วงหนึ่ง "ทุกคนชอบคิดว่าเป็นลูกอาจารย์เอนกแล้วจะสบาย จริงๆไม่ใช่เลย พ่อผมไม่ช่วยใครเลย พ่อเคยบอกผมว่า ถ้าลูกขับรถไปชนใคร ไม่ต้องโทรหาป๊า และไม่ต้องโทรหาใครที่ป๊ารู้จัก คำนี้มันติดอยู่ในหัวผมตลอด"
**เปลี่ยนจากอาจารย์เข้าสู่การเมือง
เมื่อถามว่าในเมื่ออาชีพอาจารย์ก็เป็นอาชีพที่ตอบโจทย์ในการช่วยเหลือสังคม ทำไมจึงเปลี่ยนมาสู่สนามการเมือง ทีมโฆษกพรรครวมพลังประชาชาติไทย กล่าวว่า "ยิ่งสอนไปก็ยิ่งเห็นระบบ ยิ่งเห็นระบบก็ยิ่งรู้ว่ามันพันกันเป็นวงกลม อยากจะทำอะไรก็ติดปัญหา ทุกจุด ทุกเรื่อง ปัญหาอยู่ที่ระบบ ระบบกำหนดนโยบายมายังไง ผมก็เป็นได้แค่ผู้ตาม เป็นได้แค่ผู้สนองนโยบายเท่านั้น ไม่สามารถกำหนดนโยบายได้ หากผมจะเปลี่ยนแปลงอะไรก็ต้องทำผ่านลูกศิษย์ของผม ซึ่งการจะสอนลูกศิษย์แต่ละคนให้เติบโตขึ้นมามีความคิดที่จะมาเปลี่ยนแปลงประเทศ ไม่ได้ใช้เวลาแค่ 1-2 วัน ใช้เวลาเป็น 5 ปี 10 ปี
ผมจึงคิดว่าอย่างน้อยผมต้องได้มามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย ผมไม่ชอบวิพากษ์วิจารณ์ ผมชอบทำ เพราะถ้าพูดไปวันๆ ไม่เกิดอะไรขึ้น ก็เหมือนบ่นไปวันๆ
การเป็นอาจารย์ มีแต่ทฤษฎี ไม่ได้ปฏิบัติจริง บาครั้งเอาทฤษฎีมาตีกรอบสังคม นี่เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้ออกมา"
เขตรัฐบอกว่า "ผมไม่สามารถฝากชะตาของผมและลูกผมไว้ในมือของใครได้แล้ว ถึงเวลาที่เราต้องกำหนดชะตาชีวิตของเราเอง" ซึ่งฟังดูแล้วก็อาจจะไปคล้ายๆ คำพูดของ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่
**เป้าหมายการเข้าสู่การเมืองคือทำงานเยาวชน
เขตรัฐ ซึ่งมีบทบาทเป็นคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสโมสรผู้นำเยาวชนพรรคด้วย บอกถึงเป้าหมายหนึ่งในการเข้ามาทำการเมือง ว่า คือการทำสโมสรเยาวชนพรรค คือโครงการ Act Youth ซึ่งจะเป็นการสร้างพื้นที่ให้เยาวชนที่สนใจทำเพื่อส่วนรวม
"เราจะสร้างพื้นที่ให้เยาวชนที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลง แต่ต้องเป็นเยาวชนที่ไม่ต้องการสร้างความแตกแยก ต้องเป็นเยาวชนที่พร้อมจะรับฟังผู้ใหญ่ ไม่ใช่เยาวชนแบบโลกของฉัน (me world) อย่างเดียว คุณมีเสรีภาพได้แต่ต้องไม่ล้ำเส้นคนอื่น ไม่เบียดเบียนคนอื่น ต้องอยู่ในกรอบของสังคม"
เขตรัฐพูดถึงรูปแบบของกิจกรรมว่าคือเปิดรับฟังเด็กๆ ซึ่งจะรับตั้งแต่อายุ 16-25 ปี มาช่วยกันคิดว่าอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างไร เยาวชนที่มาร่วมกิจกรรมไม่จำเป็นต้องเป็นสมาชิกพรรค แต่จำเป็นต้องมีความเห็นและอุดมการณ์เดียวกับพรรคจะมีกิจกรรมแรกประมาณปลายเดือนสิงหาคม
"ปัญหาหนึ่งของสังคมตอนนี้คือไปให้ค่านิยมต่างชาติมาก หนึ่งในค่านิยมนั้นคือ ทุนนิยม วัตถุนิยม ทำให้เด็กไทยชอบของแพง ชอบแบรนด์เนม ชอบคนมีเงิน นับถือคนที่มีเงินเป็นสังคมที่น่ากลัวมาก เกิดธุรกิจเช่ากระเป๋าแบรนด์เนม การปล่อยเครดิตของระบบง่าย ทำให้คนขาดวินัยทางการเงิน ความพอดีหายไม่รู้จักพอเพียง ทำลายเอกลักษณ์ความเป็นไทย สังคมเมืองเริ่มไม่ใช่สังคมไทยบีบให้คนยิ่งเห็นแก่ตัว คนทำเพื่อส่วนรวมน้อยลง"
เขตรัฐบอกว่า การทำกิจกรรมสโมสรเยาวชนของพรรคจะไม่เน้นการทำสโมสรที่ส่วนกลาง ไม่เน้นสังคมเมือง จะเน้นให้แต่ละสาขาตามต่างจังหวัดสามารถยืนได้ตัวเอง จะมีสาขาในทุกจังหวัดและจะดึงเอกชนเข้ามาร่วมด้วย เป็นธุรกิจเพื่อสังคม
**ไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจเพื่อหนุนทหาร
"เขตรัฐ" บอกด้วยว่าอาจารย์เอนกผู้เป็นพ่อมีความต้องการทำโรงเรียนการเมืองของพรรค ซึ่งจะมี 3 หลักสูตร คือ สำหรับผู้ร่วมจัดตั้ง สำหรับนักการเมืองและผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง และหลักสูตรสำหรับเยาวชน ซึ่งในส่วนของหลักสูตรที่สามก็จะนำมาใช้กับสโมสรเยาวชนของพรรค
"พ่อร่างหลักสูตร ลูกมาดูอีกทีว่าหลักสูตรเหมาะแก่เยาวชนไหม เยาวชนจะชอบไหม"
เขตรัฐย้ำว่าเขากับพ่อต้องการเห็นระบบการเมืองแบบใหม่ เป็นการเมืองเพื่อส่วนรวมจริงๆ เป็นพรรคการเมืองของประชาชนนักการเมืองเป็นเพียงผู้รับนโยบายไปทำ
ถามว่าจะทำได้หรือเพราะพรรคนี้ถูกมองว่าเป็นพรรคหนุนทหาร เขตรัฐตอบทันทีว่า "เราต้องถอดกรอบความคิดใหม่ ถ้ามองอย่างผม 1.ถ้าคุณต้องการเปลี่ยนระบบการเมืองแล้วไม่มีนักการเมืองที่เชี่ยวชาญ รู้ระบบดีจริงๆ อยู่ในระบบมานานถึง 40 ปี อย่างกำนันสุเทพ คุณจะไปเปลี่ยนอะไรได้ เพราะคุณตายตั้งแต่หน้าประตูแล้ว 2.ถ้าคุณไม่มีคนที่เป็นทั้งนักการเมืองและนักวิชาการอย่างอาจารย์เอนกที่เป็นนักรัฐศาสตร์ด้วย คุณจะสร้างระบบใหม่ได้อย่างไร การที่ 2 คนเข้ามาจับมือทำงานกันเป็นเรื่องที่น่าสนใจมากกว่า แทนที่จะมองแค่ว่าคนนึงต้องการมาเป็นหัวหน้าพรรค คนนึงต้องการหนุนทหารผมเชื่อว่ากำลังของ 2 คนนี้จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้"
"อย่าเข้าใจผิดว่าพรรคเราเป็นพรรคเฉพาะกิจเพื่อหนุนทหาร ถ้าเราเป็นพรรคเฉพาะกิจเพื่อหนุนทหารเราจะไม่จริงจังเรื่องสโมสรเยาวชน เราจะไม่มีโรงเรียนทางการเมือง ถ้าเป็นพรรคเฉพาะกิจจะไม่ทุ่มทุน ทุ่มแรง ทุ่มบุคลากรมาทำ"
**ทำไมเข้ามาช่วงการเมืองแบ่งขั้ว
ถามว่าการเมืองช่วงนี้มีการแบ่งขั้วรุนแรงไม่น่าจะเข้ามาหรือไม่ เขตรัฐ บอกว่า ที่เขาเข้ามาเพราะการเมืองถูกแบ่งขั้วและเขาคิดว่าตัวเองมองทุกอย่างอย่างเป็นกลาง ไร้อคติ
"ผมเล็งเห็นคนอีกกลุ่มใหญ่เหมือนผม ไม่เลือกฝั่ง แต่พวกเขาไม่มีที่ยืน ผมจึงเข้ามาเพื่อเปิดทางให้เขาว่ามีพรรคที่เป็นกลางสามารถเข้ามาร่วมได้"
ถามว่าจะเป็นกลางได้หรือในเมื่อ "สุเทพ" ซึ่งถูกประทับตราว่ายืนอยู่ฝั่งหนึ่งอยู่ในพรรคนี้ด้วย "เขตรัฐ" บอกว่า "อันนั้นสังคมไปประทับตราเขาเอง และตอนนี้กำนันสุเทพก็เป็นหนึ่งในจำนวนผู้ร่วมก่อตั้ง ไม่ใช่เจ้าของพรรค ไม่ใช่หัวหน้าพรรค และจะไม่รับตำแหน่งใดๆ ในพรรคและทางการเมือง"
ถามว่าสุเทพจะเป็นอุปสรรคในเป้าประสงค์ของพรรคที่จะเปิดพื้นที่ให้คนที่เป็นกลางหรือไม่ เขตรัฐบอกว่า เท่าที่สัมผัส สุเทพมา 3-4 เดือน เห็นว่าเป็นคนมีเจตนาที่ดีและเป็นอาจารย์ทางการเมืองที่ดีที่สุด และไม่อยากให้ไปติดภาพในอดีตของสุเทพและไม่คิดว่าสุเทพจะเป็นจุดอ่อนของพรรค
**ขอเลือกเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ
ถามว่าถ้าให้เลือกเป็นรัฐมนตรีหนึ่งกระทรวงจะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงไหน เขตรัฐบอกว่าขอเลือกกระทรวงศึกษา เพราะเป็นกระทรวงที่เป็นสันหลัง คือแก่นจริงๆ ประเทศไทย
"จะไม่เป็นประเทศถ้าไม่มีคนอยู่ในนั้น การพัฒนาคนคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการสร้างประเทศแบบยั่งยืน"
**ไอดอลทางการเมือง "พ่อ - ชวน - เสธ.หนั่น - กำนันสุเทพ"
เมื่อถามถึงไอดอลทางการเมืองที่เป็นนักการเมืองไทย แน่นอนไอดอลคนหนึ่งของเขาตั้งแต่วัยเด็กจนถึงปัจจุบันคือพ่อ สำหรับนักการเมืองคนอื่นนั้น เขตรัฐบอกว่า ไอดอลตอนเด็กของเขาคือ นายชวน หลีกภัย ที่ชอบนายชวน เพราะชอบในความเป็นคนติดดิน ไม่ใช่นักการเมืองที่บ้านหลังใหญ่ และอีกคนหนึ่งคือ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ นักการเมืองที่ผู้เป็นพ่อเขาเคยใกล้ชิด โดยบอกว่า ชอบในความใจกว้าง เสียสละของ พล.ต.สนั่น
ส่วนนักการเมืองที่เป็นไอดอลในปัจจุบันของเขตรัฐ จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจาก "ลุงกำนัน"
สำหรับอนาคตในสนามการเมืองนั้น เขตรัฐบอกว่าถ้าเลือกได้เขาคงสมัครส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์
**ทำไมต้องเลือกเขตรัฐ?
"ผมอยากเปิดพื้นที่ให้คนที่มองว่าการเมืองเป็นเรื่องน่ากลัว ไกลตัว ทุกวันนี้การเมืองเป็นลบ จริงๆ ไม่ควรเป็นเช่นนั้น ผมอยากเปิดพื้นที่ให้เห็นว่าจริงๆ ยังมีความหวังอยู่ ผมอยากสร้างการเมืองใหม่ ทำการเมืองแบบใหม่ผมไม่ได้อยากเป็นนักการเมือง แต่อยากเป็นคนที่ทำประโยชน์เพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน เพื่อส่วนรวม"
ติดตามอนาคตทางการเมืองของหนุ่มคนนี้กันต่อไป...