จากการที่ปลาป่วยและตายเป็นจำนวนมาก ทำให้เกษตรกรหลายรายต้องรีบขายปลาที่ยังไม่โตเต็มที่ก่อนจะตายหมดแล้วหยุดพักการเลี้ยงชั่วคราว และจากการที่เกษตรกรเร่งขายปลากัน ประกอบกับมีปลาตามธรรมชาติเข้าสู่ตลาดมากขึ้น ได้ส่งผลให้ราคาปลากระชังมีราคาถูกลง จากเดิมกิโลกรัมละ 60 บาท เหลือเพียงกิโลกรัมละ 50 บาทเท่านั้น สวนทางกับราคาอาหารปลาที่แพงขึ้น ปีนี้คาดว่าเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังต้องขาดทุนการถ้วนหน้า
นายประเสริฐ ลุนรินทร์ อายุ 59 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังบ้านพร้าวใต้ ต.หินโงม อ.เมือง จ.หนองคาย บอกว่า ช่วงนี้น้ำโขงสูง ขุ่นและเชี่ยว ทำให้พัดปลาชนกับกระชัง เกล็ดถลอกและตายโดยเฉพาะปลาที่มีขนาดใหญ่ตัวละ 8 ขีดขึ้นไป ส่วนปลาขนาดเล็กไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากนัก ขณะนี้พบว่ามีปลาตายมากกว่า10 ตัว/กระชัง ขนาดปลาที่ตายตั้งแต่ 8 ขีดจนถึง 1 กก. ปลาที่ตนเลี้ยงครบกำหนดที่จะจับขายในวันที่ 5 สิงหาคม 61 ที่จะถึงนี้ ตนเลี้ยงทั้งหมด 10 กระชัง แต่ละกระชังจะเลี้ยงปลา 2,500 ตัว ตั้งแต่น้ำโขงเริ่มขึ้นสูงและเชี่ยวมาประมาณ 1 สัปดาห์ ปลาที่ตนเลี้ยงตายไปแล้วกว่า 2 ตัน (2,000 กก.) ปลาที่ตายจะไปแล่เอาเครื่องในออก ตัดหัว ตัดหาง และครีบออก แล้วนำไปหมักทำปลาร้าอย่างเดียว เพราะไม่มีใครมาซื้อปลาที่ตาย ทำปลาร้าก็ยังขายยาก ซึ่งปลาร้าจะขาย 12 กก.ต่อ 200 250 บาทแล้วแต่ขนาดปลา ปลาร้าตัวใหญ่ก็จะได้ราคาสูง ส่วนปลาร้าที่ตัวเล็กก็จะราคาถูกลง ส่วนปลาที่เกล็ดถลอกลอยขึ้นมาเหนือน้ำกำลังจะตายก็จะขายได้ในราคา 3 กิโลกรัมต่อ 100 บาท จากการที่ปลาป่วยและตายเป็นจำนวนมาก ปีนี้ต้องขาดทุนอย่างแน่นอน เกษตรกรผู้ที่เลี้ยงปลากระชังด้วยกันขาดทุนกันถ้วนหน้า คนละ 1 แสนบาทขึ้นไป คนที่เลี้ยงมากขาดทุนถึง 8 แสนบาท ซึ่งปกติปลา 1 กระชังเลี้ยง 2,500 ตัว จะจับขายได้ไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท ในส่วนของตนเลี้ยง 10 กระชัง คาดว่าจะขาดทุนไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท
ส่วนการแก้ปัญหาปลาป่วยและตายนั้น นายประเสริฐ บอกว่าแก้ได้ยาก เนื่องจากสาเหตุเกิดจากน้ำและกระแสน้ำ ที่ขุ่นและไหลแรง มาพัดปลาในกระชัง โดยเฉพาะกระชังที่นอกสุด จะถูกกระแสน้ำพัดปลาไปชนกระชังจนถลอกและตายเป็นจำนวนมาก ยิ่งช่วงแรก ๆ นั้นมีทั้งลมและฝน ยิ่งส่งผลให้ปลาป่วยและตายมากขึ้นจากเดิมอีก