ด้านทนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ กล่าวว่าที่ตนเองเดินทางมาในวันนี้เพื่อช่วยเหลือนายสุบิน ยาวิราชและนางสาวภาณิศา ยาวิราช พ่อและอาของนางสาวนรีกานต์ ยาวิราช อายุ 19 ปีหรือน้องหญิงที่เสียชีวิตหลังจากไปเที่ยวสถานบันเทิงกับเพื่อนๆและก็ขอดูผลการชันสูตรศพของน้องหญิง และ ในวันพรุ่งนี้เวลา 10.00 น. ตนเองพร้อมครอบครัวน้องหญิงจะเดินทางไปที่กองปราบปรามเพื่อให้ทำคดีแทน
เพราะว่าขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนของ สภ.บางปะอิน ยังไม่ได้สอบปากคำทางพ่อและญาติๆ ของน้องหญิงเลยและยังไม่มีการส่งมอบพยานหลักฐานใดๆ เลย และขณะนี้ทางพนักงานสอบสวนไปแจ้งข้อกล่าวหากับนายอ๊อฟที่เป็นคนพาน้องหญิงขึ้นรถเทรลเลอร์ไป โดยแจ้งข้อหาว่ากังขังหน่วงเหนี่ยวเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและขณะนี้นายอ๊อฟถูกนำตัวไปฝากขังแล้ว
ซึ่งถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางปะอิน ทำแบบนี้ก็ไม่ได้ยินยอมให้เราเป็นผู้เสียหายในคดีนี้ ซึ่งทางเราก็ต้องไปขอให้กองปราบปรามรื้อคดีนี้ขึ้นมาทำใหม่ และตนก็เห็นว่าการแจ้งข้อหาว่ากังขังหน่วงเหนี่ยวเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ทางพนักงานสอบสวนเอาหลักฐานที่ไหนมาเพราะขณะนี้หลักฐานอยู่ที่เราหมดและยังไม่ได้มอบพยานหลักฐานให้กับพนักงานสอบสวน สภ.บางปะอิน เลยและแจ้งไม่ตรงกับพยานหลักฐาน
ซึ่งทางเรามั่นใจว่าคดีนี้เป็นคดีฆาตกรรม ไม่ใช่คดีกังขังหน่วงเหนี่ยว และต้องรอผลทางนิติวิทยาศาสตร์ก่อน และตนเองก็งงว่าผลทางนิติวิทยาศาสตร์ก็ยังไม่ได้กล้องวงจรปิดทางตำรวจก็ยังไม่มี และไปแจ้งข้อหากับนายอ๊อฟในข้อหากังขังหน่วงเหนี่ยวได้อย่างไร และตรงนี้ทางเราก็รอว่าผลการชันสูตรพลิกศพนั้นมีบาดแผลตรงไหนบ้าง มีการใส่ยากล่อมประสาทไหมและทางเราก็จะเดินทางไปที่โรงพยาบาลปทุมธานีเพื่อของผลการเอ็กซเรย์ ว่ามีบาดแผลตรงไหนบ้าง
เพราะทางโรงพยาบาลการุณเวชที่น้องหญิงเข้ารักษาตัวครั้งแรกนั้น เพราะบาดแผลที่ศีรษะน้องหญิงนั้นมันขัดแย้งกับบาดแผลที่ตกลงมาจากรถนั้นอยู่ทางซีกซ้าย แต่บาดแผลที่อื่นนี้นอยู่ทางซีกขวาและตามใบหน้าไม่มีบาดแผลซึ่งทางแพทย์ระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่าถูกตีด้วยของแข็ง ซึ่งขณะนี้ทางเราได้ข้อมูลของรถเทรลเลอร์คันนี้หมดแล้ว และข้อมูลทางโทรศัพท์ของผุ้ตายนั้นซึ่งขาดการติดต่อขณะรถหยุดพอดี นอกกจากนี้เราต้องเราเสื้อผ้าของผู้ตายไปตรวจดีเอ็นเอ เพราะพื้นที่เกิดเหตุนั้นเป็นทางยางมะตอย ซึ่งถ้าน้องกระโดดลงมานั้นเสื้อผ้าก็ต้องมารอยฉีกขาดบ้างเช่นกัน