เนชั่นทีวี

ข่าว

ทรัมป์ทุ่ม 12,000 ล้านดอลลาร์ อุ้มเกษตรกรอเมริกันได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า

25 ก.ค. 2561 | te

ทรัมป์ทุ่ม 12,000 ล้านดอลลาร์ อุ้มเกษตรกรอเมริกันได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า

ทรัมป์ทุ่ม 12,000 ล้านดอลลาร์อุ้มเกษตรกรอเมริกันได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า พร้อมกับยืนยันว่าการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าผ่านศุลกากรเป็นเครื่องมือต่อรองที่ดี เพื่อให้สหรัฐได้เปรียบข้อตกลงการค้า

จีนประกาศใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินและการคลัง เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และรับมือกับผลกระทบของสงครามการค้า ท่ามกลางการคาดการณ์ของดอยช์แมบงก์ที่มองว่า เศรษฐกิจจีนมีความเป็นไปได้ที่จะชะลอตัวที่ 6.6% ในปี 2018 และที่ระดับ 6.3% ปี 2019 รวมถึงค่าเงินหยวนที่อาจจะอ่อนค่าลง 6.8% สำหรับปีนี้ และอ่อนค่าลง 7.2% ในปีหน้า

ขณะที่ IMF ชี้ว่า ดอลลาร์มีมูลค่าสูงเกินไป 8-16% เมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานในระยะกลาง โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นจากทั้งการเกินดุลและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งมีการกระจุกตัวมากขึ้นในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ขณะที่หยวนมีมูลค่าสอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานที่มีความเสี่ยงจากปัญหาสงครามการค้า


1. ซันนี เพอร์ดิว รัฐมนตรีเกษตรสหรัฐ เปิดเผยว่า ทางการสหรัฐมีแผนที่จะให้ความช่วยเหลือทางการเงินจำนวน 12,000 ล้านดอลลาร์ ต่อเกษตรกรอเมริกันที่ได้รับผลกระทบจากประเทศคู่ค้าต่างๆ ที่มีการเรียกเก็บภาษีนำเข้าทางด้านศุลกากรกับสินค้าเกษตรของสหรัฐเพื่อตอบโต้มาตรการทางภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

โดยที่ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ให้สัญญาตั้งแต่วันแรก ถึงการสนับสนุนเกษตรกรสหรัฐและชาวไร่ทุกคน ผ่านบรรษัทสินเชื่อสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่ดำเนินการช่วยเหลือโดยไม่จำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส
ท่ามกลางบรรยากาศสงครามการค้า ที่ปะทุขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศนโยบาย America Great Again เพื่อให้การค้าของสหรัฐที่ถูกเอาเปรียบมานานจนเกิดภาวะขาดดุลการค้าสูงกว่า 800,000 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว โดยสหรัฐต้องการให้มีการค้าที่เป็นธรรม นับจากการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมเมื่อมีนาคมที่ผ่านมา

ต่อมาในวันที่ 6 กรกฎาคม เป็นการประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าที่พุ่งไปยังจีนมูลค่า 34,000 ล้านดอลลาร์ และเตรียมประกาศเพิ่มเติมอีก 16,000 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์นี้ นอกจากนี้ยังอยู่ระหว่างดำเนินการเพิ่มเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากจีนอีก 200,000 ล้านดอลลาร์ ที่คาดว่าจะใช้บังคับช่วงต้นเดือนกันยายนนี้



2. ขณะเดียวกันประธานาธิบดีทรัมป์ทวีตข้อความล่าสุด ระบุว่า มาตรการเรียกภาษีนำเข้าสินค้าผ่านศุลกากรถือเป็นเครื่องมือที่ดีที่ใช้ในการเจรจาต่อรอง เพื่อให้สหรัฐได้เปรียบในการทำข้อตกลงการค้า และถือเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หากประเทศที่มีการทำการค้าที่ไม่เป็นธรรมกับสหรัฐไม่มาเจรจาทำข้อตกลงที่เป็นธรรม ประเทศนั้นก็จะถูกตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีทางศุลกากร

เหล่านี้เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ทุกคนกำลังพูดกัน และต้องจำไว้ว่า สหรัฐกลายเป็นกระปุกออมสินที่กำลังถูกปล้น

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ทวีตข้อความก่อนที่จะพบปะกับฌอง-คล็อด จุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) จะเดินทางเยือนสหรัฐ เพื่อหารือเรื่องนโยบายต่างประเทศ ด้านความมั่นคง และปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ



3. ทางการจีนประกาศว่าจะดำเนินนโยบายการเงินและการคลังให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อสนับสนุนให้เกิดการขยายตัวของอุปสงค์ภายในประเทศ รวมถึงการปรับโครงสร้าง กระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจที่แท้จริง และมุ่งเน้นแก้ปัญหาด้านความขัดสน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประาชนเป็นหลักสำคัญ

หลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน กล่าวว่า จีนจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค โดยลดพึ่งพาการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไป แต่ใช้มาตรการอย่างเหมาะสมในช่วงเวลาที่จีนต้องเผชิญกับความผันผวนที่มาจากปัจจัยภายนอก เพื่อสร้างหลักประกันทางเศรษฐกิจจะยังดำเนินไปได้ดี

ทางด้านการดำเนินนโยบายการคลังจะมุ่งเน้นไปที่การปรับลดภาษีและค่าธรรมเนียม ซึ่งจะมีการปรับลดภาษีปีนี้ ให้กับบริษัทที่มีค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและการพัฒนา (R&D) หักลดหย่อนได้ 75% รวมเป็นวงเงิน 65,000 ล้านหยวน หรือ 9,600 ล้านดอลลาร์ โดยมีเป้าหมายปรับลดภาษีเป็นมูลค่า 1.1 ล้านล้านหยวน ทั้งนี้ รัฐบาลจีนคาดว่า จะออกบอนด์พิเศษมูลค่า 1.35 ล้านล้านหยวน เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลท้องถิ่น

ทั้งนี้ งบประมาณด้านลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่้เคยสูงถึง 19% ในปี 2017 ต่อมาลดลงเหลือเพีเยง 7.3% ในครึ่งแรกปีนี้ แต่อาจจะเพิ่มจึ้นเป็น 10% ช่วงครึ่งปีหลังนี้



4. ขณะที่ดอยแบงก์ของเยอรมนีประเมินว่า จีดีพีของจีนจะขยายตัวที่ 6.5% ต่อไตรมาสในช่วงไตรมาส 2 และไตรมาส 4 ปีนี้ และทีระดับ 6.3% ในปี 2019 โดยที่ยังคงมีความเสี่ยงของแนวโน้มทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังปีนี้ โดยโยกจากทิศทางที่ขยายตัวในขาลง ไปสู่ระดับที่มีความสมดุล.
โดยควมเสี่ยงจากปัญหาสงครามการค้าจะส่งผลกระทบต่อเงินหยวนที่จะปรับตัวอ่อนค่าลงในปีนี้ที่ 6.8% และปีหน้าที่ 7.2%



5. รายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า ดอลลาร์มีมูลค่าสูงเกินไป 8-16% เมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานในระยะกลาง โดยเฉพาะปัญหาที่เกิดขึ้นจากทั้งการเกินดุลและขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งมีการกระจุกตัวมากขึ้นในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว

โดยในปีที่ผ่านมา ทิศทางของเงินดอลลาร์ได้อ่อนค่าลงถึง 11% เมื่อสิ้นปี 2017 และทรงตัวต่อเนื่องในช่วงต้นปี 2018 แต่เงินดอลลาร์ได้แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 3 เดือนของไตรมาส 2 นับจากปลายเดือนมีนาคม-มิถุนายนถึงเกือบ 5%

ส่วนค่าเงินหยวนกลับร่วงลงอย่างมากในช่วง 3 เดือนเช่นเดียวกัน เนื่องจากนักลงทุนกังวลต่อข้อพิพาททางด้านการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ส่งผลให้เงินหยวนร่วงลงแตะ 6.8295 หยวนต่อดอลลาร์ในวันอังคาร ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับจากเดือนมิถุนายน 2017 และทรงตัวในวันนี้ที่ 6.8040 หยวน

ท่ามกลางทางการจีนที่ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และเตรียมตัวในการปกป้อง้ศรษฐกิจที่ถูกกระทบจากสงครามการค้าที่เกิดขึ้นกับสหรัฐและจีน

ข่าวล่าสุด