แม้รัฐมนตรีกลาโหมจะยืนยันแบบนี้ แต่ข้อมูลที่ "ล่าความจริง" ได้รับมาจากแหล่งข่าวในกองทัพ ยืนยันได้ว่ามีการจัดระบบ "พลทหารรับใช้" หรือที่เรียกภาษาทางการว่า "พลทหารประจำตัวผู้บังคับบัญชา" จริง ส่วนจะใช้คำว่า "ยืมตัว" หรือ "สมัครใจด้วยกันทั้งสองฝ่าย" หรือ "สั่งให้ไปอยู่บ้านนาย" อันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
อย่างหน่วยทหารขนาดใหญ่หน่วยหนึ่ง มีการพูดคุยเป็นวาระการประชุมอย่างเป็นทางกรรของผู้บังคับบัญชา กำหนดระเบียบการขอตัว "พลทหาร" ไปเป็น "พลทหารประจำตัวผู้บังคับบัญชา" สรุปได้ว่า นายทหารที่มีสิทธิ์ขอ "พลทหาร" ไปเป็น "พลทหารประจำตัว" หรือเรียกง่ายๆ ว่า "พลทหารรับใช้" นั้น ต้องมียศ "พันโท" ขึ้นไป และยังมีการกำหนดจำนวน "พลทหารประจำตัวผู้บังคับบัญชา" เอาไว้ว่า หากเป็นนายทหารตั้งแต่ยศ "พลเอก" ลงมาถึง "พันโท" จะมี "พลทหารประจำตัว" ได้เพียง 1 คนเท่านั้น (แต่ถ้าเป็นนายทหารระดับ "จอมพล" ก็จะมี "พลทหารรับใช้" ได้มากกว่า 1 คน
แม้ระเบียบจะกำหนดเอาไว้แบบนี้ แต่ในทางปฏิบัติจริงกลับพบว่า มีการส่ง "พลทหาร" เวียนไปทำหน้าที่ "พลทหารประจำตัวผู้บังคับบัญชา" แบบไม่ให้ขาดตอน เช่น พลทหารคนหนึ่ง ถูกส่งไปอยู่บ้านนายคนหนึ่ง เมื่อถึง "ผลัดพัก" หรือ "วันหยุด" ของพลทหารคนนั้น ซึ่งตามระเบียบกำหนดว่า ทำงาน 30 วัน ได้พัก 10 วัน เมื่อพลทหารคนแรกกลับไปพัก ก็จะมีการส่ง "พลทหาร" อีกคนไปทำหน้าที่แทน ไม่มีขาดตอนแม้แต่วันเดียว ระบบแบบนี้จะเรียกว่าใช้ พลทหาร 1 คน ต่อนาย 1 คนหรือเปล่า เป็นเรื่องที่น่าพิจารณา
นอกจากนั้น การส่ง "พลทหาร" ไปช่วยงานที่บ้านผู้บังคับบัญชา ไม่ได้มีเฉพาะผู้บังคับบัญชาที่อยู่ในราชการเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผู้บังคับบัญชาที่เกษียณอายุไปแล้วด้วย โดยเฉพาะกับหน่วยทหารที่เป็นหน่วยรบ หรือหน่วยที่มีวัฒนธรรมการดูแล "นาย" ไปจนกว่าจะเสียชีวิต ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่รู้กันดีในหมู่ทหาร
ฉะนั้นหากใครเคยไปเยี่ยมตามบ้านของอดีตนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เกษียณอายุราชการไปแล้ว หรือนายทหารนอกราชการ ก็จะพบ "พลทหาร" หรือที่เรียกกันติดปากว่า "ไอ้เณร" ทำงานรับใช้อยู่ตามบ้านเหล่านั้น บ้านละ 1 คนบ้าง 2 คนบ้าง โดยพลทหารเหล่านี้ ก็ทำหน้าที่ดูแลบ้าน ทำความสะอาด ล้างรถ ตัดต้นไม้ จ่ายตลาด ซึ่งทั้งหมดไม่ใช่ภารกิจของการเกณฑ์ทหาร หรือการรับใช้ชาติแต่อย่างใด แม้ตัวพลทหารคนนั้นๆ จะยินยอม ด้วยเหตุผลที่ว่าสบายกว่าอยู่กองร้อย ไม่ต้องฝึก ไม่ต้องถูกหักเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง แต่ถ้าถามถึงความเหมาะสม สังคมก็น่าจะพิจารณาได้ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่