ด้าน พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ กล่าวว่า หลังเกิดเหตุรวม 5 ครั้ง ทาง ผบช.ภ.1 ได้ประชุมสั่งการเร่งรัดคดีนี้ ชุดสืบสวนจึงเริ่มจากการตรวจสอบหลักฐานที่คนร้ายทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ และรวบรวมภาพจากกล้องวงจรปิด พร้อมติดตามในโซเชียล จนทราบว่า คนร้ายใช้รถยนต์มาสด้า 2 สีขาว ก่อเหตุ 3 ครั้งแรก (2 ครั้งหลังเป็นมิตซูบิชิ ไทรทัน) โดยเป็นรถหลุดจำนำที่ซื้อมาจากในโลกโซเชียล นำมาสู่การรู้ตัวคนร้าย คือ นายบุญญฤทธิ์ หรือเจ มีความเกี่ยวข้องกับแก๊งลักรถจักรยานยนต์ ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดเคยอยู่แก๊งเดียวกัน และเคยถูกดำเนินคดีแต่สู้คดีออกมา จนมาก่อเหตุกับตู้เอทีเอ็ม เพราะทำง่าย ได้เงินเร็ว เมื่อทราบตัวคนร้าย ชุดสืบสวนจึงเฝ้าติดตาม พบว่านายบุญญฤทธิ์พักอยู่ย่านสายไหม ซึ่งบ้านหลังดังกล่าวเป็นจุดรวมตัวของผู้ต้องหาที่เหลือ เพื่อวางแผนก่อนลงมือก่อเหตุ
"หลังจากเฝ้าดูพฤติกรรมและรวมรวบหลักฐาน เจ้าหน้าที่ก็สามารถออกหมายจับทั้ง 4 คนได้ จากนั้น จึงเข้าจับกุมนายบุญญฤทธิ์ได้ที่บ้านพัก ย่านสายไหม ก่อนขยายผลจับผู้ต้องหาที่เหลือ จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพว่า หลังก่อเหตุที่จ.ลพบุรีได้เงินมาครั้งแรก 174,500 บาท ได้แบ่งเงินกันคนละ 40,000 บาท ครั้งที่ 2 ได้เงินมา 2,200,000 บาท แบ่งกันคนละ 540,000 บาท โดยนายบุญญฤทธิ์ ซึ่งเป็นหัวหน้าแก๊ง ทำหน้าที่จัดหาอุปกรณ์และเจาะตู้เอทีเอ็ม นำเงินไปซื้อรถยนต์ ยี่ห้อมิตซูบิชิ อีโวลูชัน ในราคา 350,000 บาท ที่เหลือไปใช้หนี้สิน ส่วนนายพณภัทร เป็นผู้ช่วยนายบุญญฤทธิ์ นำเงินไปใช้หนี้กับเก็บไว้ นายสมประสงค์ ทำหน้าที่ดูต้นทาง นำเงินไปใช้หนี้พนันฟุตบอล ส่วนนายธวัชชัย ทำหน้าที่อยู่ในรถเพื่อเตรียมพาหลบหนี ก่อนมาถูกจับกุมได้ทั้งหมด" พ.ต.อ.ภาณุภาคยณ์ กล่าว
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหา ร่วมกันลักทรัพย์และพยายามลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยทำอันตรายสิ่งกีดกั้นโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การพระทำผิด หรือการพาทรัพย์นั้นไป และเพื่อให้พ้นการจับกุม ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป