ผู้ช่วยศาสตราจารย์ น้อม งามนิสัย นักวิชาการด้านภูมิศาสตร์ บอกว่า อันดับแรกเลยประเทศไทยควรมีหน่วยงานเฉพาะที่รับผิดชอบเรื่องการสำรวจถ้ำที่มีอยู่ทั่วประเทศอย่างเป็นระบบ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีผู้สำรวจและทำข้อมูลไว้แล้ว แต่เป็นการสำรวจเฉพาะในประเด็นที่ตัวเองสนใจ (อย่างบางคนสนใจเรื่องหินก็สำรวจแต่เรื่องหิน ไม่ได้สำรวจเรื่องถ้ำ) แล้วยังเป็นการสำรวจที่ไม่ต่อเนื่อง และข้อมูลเหล่านั้นไม่ถูกนำมาจัดระเบียบ
เรื่องนี้ อาจารย์น้อม บอกว่า หน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมทรัพยากรธรณี หรือจะเป็นหน่วยงานที่ไม่แสวงหาผลกำไร เป็นแม่งานในการสำรวจถ้ำทุกถ้ำในประเทศไทย โดยเริ่มต้นจากการถอดพฤติกรรมคนในพื้นที่นั้นๆ ว่าจะเข้าไปส่วนไหนของถ้ำ แล้วสำรวจภูมิประเทศของถ้ำอย่างละเอียด ทั้งลักษณะทางกายภาพของถ้ำ มีกี่ชั้น มีโพรงกี่โพรง ความกว้าง-ความสูงเท่าไหร่ มีแอ่งน้ำ เนินหิน กี่จุดตรงไหนบ้าง ความลึกของถ้ำกี่กิโลเมตร ทางเดินคดไปคดมายังไง มีทางออกกี่ทาง การสำรวจนี้อย่างน้อยควรทำปีละครั้ง
ที่สำคัญจะต้องนำข้อมูลที่ได้จากการสำรวจนี้ ทำเป็นแผนที่ทั้งแนวตั้งและแนวนอน นำแผนที่เข้าระบบฐานข้อมูล เพื่อให้ความรู้กับบุคคลภายนอก ในการศึกษาถ้ำก่อนที่จะเดินเข้าไป ผู้ที่จะได้รับประโยชน์ก็จะเป็นชาวบ้านในพื้นที่โดยเฉพาะเด็กๆที่อาจเข้าไปเที่ยวเล่น รวมไปถึงนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปชมความงามของธรรมชาติภายในถ้ำแต่ละแห่ง ที่สำคัญอีกอย่างคือการให้คำแนะนำว่าการเดินเข้าไปในถ้ำควรทำหรือไม่ควรทำอะไร เข้าไปได้ช่วงเวลาใด ฤดูกาลไหนห้ามเข้า ต้องบอกให้ชัดเจน
ภารกิจค้นหา 13 ชีวิตติดถ้ำหลวงครั้งนี้ ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ภาครัฐภาคเอกชน ตลอดจนองค์กรต่างๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ ระดมกำลังเครื่องอุปกรณ์และเครื่องมือช่วยกันค้นหาตลอด 9-10 วัน การสื่อสารกันระหว่างผู้ปฎิบัติหน้าที่ก็เป็นสิ่งสำคัญ คุณพันธ์ศักดิ์ อาภาขจร ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสาร มองว่า น่าจะเป็นการกู้ชีพการติดถ้ำธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดและใช้กำลังคนตลอดจนเครื่องมือเครื่องไม้ต่างๆ มากที่สุดครั้งหนึ่งของโลก ที่สำคัญปฏิบัติการครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ทั้ง 13 ชีวิตได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย
แต่สิ่งที่จะลืมไม่ได้ก็คือ ต้องทำเหตุการณ์นี้ให้เป็น "บทเรียนสำคัญ" สำหรับงานกู้ภัยของคนไทย รวมทั้งอาจใช้เป็นกรณีศึกษาสำหรับ "ยุทธวิธีการกู้ภัย" และทำงานวิจัยเกี่ยวกับอุปกรณ์การกู้ภัย เพื่อยกระดับการกู้ภัยของคนไทยให้สามารถช่วยเหลือผู้คนในสถานการณ์คับขันที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้เช่นกัน