ด้านนางอภิญญา เหล่าม่วง หรือแม่อาง เล่าว่า หุ่นกระติบข้าวส่วนใหญ่จะออกแบบเป็นวิถีชาวนาของคนอีสาน กว่าจะได้มาแต่ละตัวใช้เวลาทำอยู่นาน หุ่นที่นำไปจัดแสดงจะใช้เชือกล็อกไว้ เพื่อให้หุ่นสามารถขยับแขน ขยับขา ได้เหมือนคน องค์ประกอบของหุ่นหนึ่งตัว ส่วนหัวจะใช้กระติบข้าวใบเล็ก นำมูลควายหรือขี้เลื่อยมาทำเป็นคิ้ว เชือกป่านทำเป็นหู ส่วนลำตัวใช้กระติบข้าวใบใหญ่ แขน ขา ของหุ่นใช้วัสดุจากไม้ไผ่ที่หาได้ตามท้องถิ่นอีสานมาทำ ชุดของตัวหุ่นจะเป็นผ้าขาวม้าเก่าที่ไม่ใช้แล้ว นำมาตัดเย็บให้เข้ากับหุ่น การเชิดหุ่นหนึ่งตัวใช้คนเชิดถึง 3 คน คนแรกขยับส่วนหัว คนที่สองส่วนแขน คนที่สามส่วนขา ทั้ง 3 คนนี้จะต้องเชิดให้ตรงกับเสียงคนพากย์ หุ่นที่นำมาแสดงเป็นฝีมือของกลุ่มน้องนักเรียนและครูผู้สอนที่ช่วยกันจัดทำขึ้น ต้องมานั่งออกแบบว่าหุ่นตัวนี้จะทำให้ออกมาในลักษณะไหนบ้าง กว่าจะได้หุ่นกระติบข้าวครบตามจำนวนตัวแสดงละครใช้เวลาอยู่หลายเดือน และมีการฝึกซักซ้อมให้เข้ากับกลอนลำที่พ่อครูแม่ครูปราชญ์ชาวบ้านแต่งให้ โดยละครหุ่นมือเรื่องแรกคือ องคุลีมาล ใช้ตัวแสดงประมาณ 9 ตัว เรื่องแรกได้รับเชิญไปแสดงงานอาเซียนที่เชียงใหม่ ด้วยความที่ไม่มีทุน ไม่มีรถไป ต้องไปขอมูลนิธิพระธาตุนาดูน ขอเงินจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม เพื่อหาทุนสนับสนุนในการเดินทาง และไปยืมรถตู้ของตำรวจขับไปจัดแสดงให้คนภาคเหนือได้ชม แล้วกลับมาแสดงแก้บนอยู่ที่พระธาตุนาดูน จากนั้นมาทำให้หุ่นหมอลำกระติบข้าวมีชื่อเสียงเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
แม่อาง พูดถึงการเรียนรู้ในชุมชนว่า "เวลาเด็กๆ อยู่กับหุ่นกระติบข้าวเขาจะรู้สึกใกล้ชิด เหมือนเป็นของเล่นชิ้นหนึ่ง วางใจพร้อมจะเล่าเรื่องหรือแสดงผ่านหุ่นโดยไม่เขินอาย เด็กๆ มีความกล้า ทั้งการพูด การสื่อสาร การเล่น การเชิด บวกกับกลอนลำทำนองอีสานทำให้หุ่นกระติบข้าวกับเด็กๆ เข้ากันได้ง่าย" ต่อมาเริ่มทำตัวละครเรื่องใหม่ขึ้น คือเรื่องสินไซ ตัวละครกระติบข้าวเกิดจากจินตนาการของเด็กๆ ที่เห็นภาพบนสิมหรือโบสถ์อีสานนำมาสร้างเป็นละครหุ่นหมอลำกระติบข้าวเพิ่มขึ้นอีกเรื่อง และเรื่องสินไซนี้ใช้ตัวละครแสดงทั้งหมด 11 ตัว ถ่ายทอดออกมาผ่านกลอนลำและหุ่น ยังเป็นเรื่องที่ได้รับความนิยมเหมือนเรื่ององคุลีมาลเช่นกัน
เวลาไปจัดแสดงตามที่ต่างๆ จะแสดงเป็นรอบ รอบละครึ่งชั่วโมง คือ 30 นาที ค่าตอบแทนแต่ละรอบจะอยู่ที่ 3 หมื่นบาท โดยไม่รวมค่าที่พัก ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ขึ้นอยู่ที่ผู้จ้างไปแสดงจะให้แสดงกี่รอบ ทุกครั้งที่ไปแสดงกลับมาเงินที่ได้จะหักเข้าส่วนกลางไว้ 20% เพื่อเก็บไว้เป็นค่าเดินทางเวลาไปจัดแสดงตามงานอาเซียน งานหุ่นโลก หรืองานหอศิลป์ ในครั้งถัดไป หรือเก็บไว้เป็นต้นทุน ซ่อมแซมและบำรุงต่อไป แม่อางยังบอกอีกว่าเรื่องราวของหุ่นกระติบต่อให้เล่าเป็นเดือนก็เล่าไม่หมด เพราะมันเป็นการต่อสู้จากกลุ่มคนเล็กๆ ที่ไม่มีต้นทุนอะไรจนเติบใหญ่มาได้ถึงปัจจุบัน
สำหรับความพยายามของพวกเขา ทำให้รางวัลที่ได้คือถูกยกให้เป็นของดีมหาสารคาม ปีนี้จะดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของดีของดังใน จ.มหาสารคาม ให้ขึ้นเป็นที่ 1 เพราะปีที่แล้วเป็นรองของไก่งวง ในส่วนของรางวัลที่ได้มาต่างๆ จะเป็นใบประกาศนียบัตร สำหรับถ้วยรางวัลต่างๆ ที่ทำร่วมกันกับโรงเรียนอื่น ได้รางวัลมาก็มอบให้โรงเรียนนั้นไปเลย รางวัลล่าสุดที่ได้มาจากงานหุ่นโลกกาญจนบุรี คือ ฮาร์โมนี พัพเพ็ต ของคณะสินไซ
สิ่งที่แม่อางอยากจะทำในอนาคต อยากจะสร้างที่นี่ให้เป็นแลนด์มาร์ก เพราะตอนนี้ยังไม่มีการแสดงเป็นรอบ ไม่มีแสดงประจำอยู่โรงละคร จะมีการแสดงก็ต่อเมื่อถูกเชิญไปเท่านั้น อยากจะดันหมอลำหุ่นละครให้เป็นรอบๆ ไป เพราะมีคนถามหาเยอะ อยากเห็นในเวลาที่ดูโรงละครหุ่นกระติบข้าว และนี่ก็เป็นสิ่งที่อยากปรับปรุงในอนาคตต่อไป