สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ยันสอบทุจริตอดีตปลัด พม.โกงเงินคนจนตามอำนาจหน้าที่ ดำเนินคดีไปตามหลักฐานไม่ได้กลั่นแกล้งใคร จน ป.ป.ง.อายัดทรัพย์ 88 ล้าน

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline

สำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) พ.ท.กรทิพย์ ดาโรจน์ เลขาธิการ ป.ป.ท. กล่าวถึงกรณีนายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อดีตปลัดกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งพัวพันกับการทุจริตเงินช่วยเหลือคนยากจนและคนไร้ที่พึ่ง เสียชีวิตจากการกินยาฆ่าตัวตายว่า กรณีทุจริตเงินสงเคราะห์คนยากจนเป็นเรื่องใหญ่ที่สังคมให้ความสนใจ ป.ป.ท.ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่และพยานหลักฐาน ไม่ได้กลั่นแกล้งใคร เมื่อตรวจสอบพบความผิดก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยในส่วนของข้าราชการระดับสูงซึ่งอยู่นอกอำนาจการไต่สวนของ ป.ป.ท.ได้ส่งสำนวนไปให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการ ขณะเดียวกับป.ป.ท.ก็ได้ส่งหลักฐานไปให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ตรวจสอบธุรกรรมการเงินจนมีคำสั่งอายัดทรัพย์กับบุคคลที่เกี่ยวข้องไปแล้ว ส่วนกรณีการฆ่าตัวตายนั้นไม่ขอแสดงความเห็น

ป.ป.ท.ยันไม่ได้แกล้งใคร หลังอดีตปลัด พม.กินยาตาย




ทั้งนี้เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.61 คณะกรรมการธุรกรรม ป.ป.ง. มีมติให้อายัดทรัพย์สินของกลุ่มบุคคลที่มีพฤติการณ์ทุจริตการยักยอกเงินช่วยเหลือคนยากไร้ ซึงมีความเกี่ยวข้องกับ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) 3 ราย ได้แก่ นายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ อดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายณรงค์ คงคา อดีตรองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนายธีรพงษ์ ศรีสุคนธ์ อดีตผู้ตรวจราชการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีพฤติการณ์ทุจริตการยักยอกเงินช่วยเหลือคนยากไร้

ป.ป.ท.ยันไม่ได้แกล้งใคร หลังอดีตปลัด พม.กินยาตาย




และบุคคลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคลดังกล่าว ประมาณ 12 ราย เช่น ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์หรู เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร และหลักทรัพย์ต่างๆ รวม 41 รายการ มูลค่าประมาณ 88 ล้านบาท เพื่อดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
โดย ป.ป.ง.ตรวจสอบพบพฤติการณ์การทำงานเป็นขบวนการผ่านทางการจัดสรรเงินงบประมาณลงไปยังศูนย์และหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดทั่วทุกภาค และมี การจัดทำเอกสารการเบิกจ่ายเงินงบประมาณอันเป็นเท็จ โดยนำเงินที่ได้จากการทุจริตเบิกจ่ายส่งกลับคืนไปยังผู้บริหารกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการในขณะนั้น และแปลงเงินไปเป็นทรัพย์สินในรูปแบบอื่นให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์ เช่น ที่ดิน ห้องชุด รถยนต์หรู เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร และหลักทรัพย์ต่างๆ