ขณะที่ "องค์คณะทั้งเก้า" พิจารณาแล้วเห็นว่า "นายชูวิทย์" ผู้ถูกกล่าวหาให้การรับสารภาพ คดีไม่จำเป็นต้องไต่สวนพยานอีก จึงทำคำพิพากษาในวันนี้ได้ทันที โดย "องค์คณะ" พิเคราะห์คำร้อง , เอกสารประกอบคำร้อง และคำให้การผู้ถูกกล่าวแล้ว เห็นว่า "นายชูวิทย์" ผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินหนี้สิน และเอกสารอื่นของตนเอง กับของคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ แก่ ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน นับจากวันเข้ารับตำแหน่ง , วันที่พ้นตำแหน่ง และวันที่พ้นตำแหน่งมาแล้ว 1 ปี ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ฯ ม.32 , 33 ซึ่งผู้ถูกกล่าวหา เคยยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินในการดำรงตำแหน่ง ส.ส. ครั้งที่ 1 และ 2 มาแล้ว ย่อมทราบดีว่า ผู้ถูกกล่าวหามีหน้าที่ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหนี้สินฯ ให้ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด แต่ผู้ถูกกล่าวหายื่นรายการแสดงทรัพย์สิน โดยไม่แสดงรายการเงินลงทุนกับภัตตาคารแห่งหนึ่ง มูลค่า 150,000 บาท โดยชี้แจงต่อ ป.ป.ช.ว่า ได้โอนหุ้นให้พนักงานสถานประกอบการไฮคลาสฯ ไปก่อนกำหนดการยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน
โดยกรณีดัวกล่าวขัดกับคำให้การของพนักงานสถานประกอบการไฮคลาสฯ ทั้ง 2 รายว่า พยานเป็นเพียงพนักงานของสถานประกอบการไฮคลาสฯ และมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นแทนผู้ถูกกล่าวหาเพื่อยื่นเรื่องขอใบอนุญาตสถานประกอบการเท่านั้น แต่ "นายชูวิทย์" ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้ถือหุ้นที่แท้จริง ดังนั้นพฤติการณ์จึงเชื่อว่า "นายชูวิทย์" ผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้ถือหุ้นของภัตตาคารที่ร่วมลงทุน แต่มีเจตนาไม่แสดงรายการทรัพย์สินดังกล่าว ซึ่งผู้ถูกกล่าวหา เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีหน้าที่ยื่นบัญชีรายการแสดงทรัพย์สินหนี้สิน ที่ถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องปฏิบัติ เพื่อใช้ตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ พยานหลักฐานจึงฟังได้ว่า "นายชูวิทย์" ผู้ถูกกล่าวหา จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบกรณีพ้นจากตำแหน่ง ส.ส.ครั้งที่ 2 "องค์คณะ" จึงมติพิพากษาว่า "นายชูวิทย์" จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการ ป.ป.ช. ม.32 , 33 ให้จำคุก 2 เดือน ตาม ม.119