รายงานพิเศษชุดนี้ 2 ตอนแรก ได้นำเสนอปัญหาที่เป็นผลกระทบกับชุมชนคนไทยที่้วันนี้เต็มไปด้วยชาวเมียนมา และความเดือดร้อนของกลุ่มผู้ประกอบการทั้งชาวไทยและชาวเมียนมาที่ถูกตบทรัพย์ รีดไถ เรียกค่าคุ้มครอง
สำหรับวันนี้เราจะเปิดที่มาที่ไปของ 2 หัวโจกกลุ่ม AAC ว่ามีประวัติความเป็นมาอย่างไร โดยจากข้อมูลของแหล่งข่าวในสถานทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาประจำประเทศไทย พบว่าทั้งสองคนโดนหมายจับจากประเทศเมียนมาในคดีหนีทหาร และคดีพรากผู้เยาว์ด้วย ติดตามเรื่องนี้ได้กับ คุณชลธิชา รอดกันภัย ทีมล่าความจริง
นี่เป็นภาพกลุ่มแรงงานชาวเมียนมาที่ได้รับบาดเจ็บ โดยพวกเขาอ้างว่าถูกกลุ่ม AAC ทำร้ายร่างกาย บริเวณหน้าสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ หลังไม่ยอมให้เงินส่วนแบ่งที่ได้รับจากการทำงานเพื่อเป็นค่าคุ้มครอง
"ทีมล่าความจริง" ได้ภาพนี้มาจากกลุ่มแรงงานชาวเมียนมาที่ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของกลุ่ม AAC เพราะมักทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล ข่มขู่ รีดไถแม้แต่แรงงานชาวเมียนมาด้วยกันเอง แต่พวกเขาไม่กล้าร้องเรียนหรือแจ้งความดำเนินคดีกับกลุ่ม AAC เนื่องจากไม่รู้ช่องทาง และกลัวถูกรุมทำร้ายซ้ำอีก
สมาชิกมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน หรือกลุ่ม LPN ที่เป็นหนึ่งในกลุ่มเอ็นจีโอช่วยเหลือแรงงานชาวเมียนมา บอกกับล่าความจริงว่า กลุ่ม LPN เคยเป็นเครือข่ายเดียวกับกลุ่ม AAC และคอยสนับสนุนการทำกิจกรรมช่วยเหลือชาวเมียนมาให้กับกลุ่ม AAC แต่ในระยะ 3 ปีหลังมานี้ กลุ่ม AAC ซึ่งมีแกนนำ 2 คนเป็นหัวหน้า ไม่ทำตามวัตถุประสงค์ของเครือข่ายเอ็นจีโอ และมักทำตัวเป็นผู้มีอิทธิพล อ้างว่าสามารถช่วยเหลือแรงงานเมียนมาที่มีปัญหาได้ แต่วิธีการที่เขาช่วยเหลือแรงงาน มักเป็นการปลุกระดมให้แรงงานลุกขึ้นประท้วงหรือชุมนุมตามสถานประกอบการต่างๆ แทนการพูดคุยเจรจากัน โดยใช้เฟสบุ๊กและสื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางในการสร้างกระแส พร้อมระดมเงินจากแรงงานเพื่อสนุบสนุนกลุ่มของพวกตน
สอดคล้องกับคำบอกเล่าของผู้อำนวยการกลุ่ม LPN ที่บอกว่ากลุ่ม AAC เป็นกลุ่มเอ็นจีโอที่ไม่ได้รับการอนุญาตจากรัฐบาลไทย รวมทั้งรัฐบาลเมียนมาด้วย จึงถือว่าเป็นเอ็นจีโอเถื่อน ทั้งที่ปกติแล้วการตั้งกลุ่มเอ็นจีโอ มักเป็นการรวมตัวกันของจิตอาสา กลุ่มเพื่อนร่วมชาติ ทั้งคนไทยและคนเมียนมา เพื่อช่วยเหลือแรงงานเมียนมาอย่างบริสุทธิ์ใจ ส่วนเม็ดเงินที่นำมาใช้ ก็ไม่ควรไปเรี่ยไรจากแรงงาน เนื่องจากกลุ่มเอ็นจีโอจะได้รับการบริจาคจากต่างประเทศและผู้มีจิตศรัทธาอยู่แล้ว
กลุ่ม AAC เป็นการรวมตัวกันของแรงงานชาวเมียนมา คนในวงการเรียกว่า "เมียนมาหัวรุนแรง" มีแกนนำคอยขับเคลื่อน 2 คน ข้อมูลที่ทีมล่าความจริงได้รับมาจากแหล่งข่าวในสถานทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาประจำประเทศไทยพบว่า กลุ่ม AAC เป็นกลุ่มที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรัฐบาลเมียนมา ยิ่งไปกว่านั้นสถานทูตฯ ยังทราบถึงพฤติกรรมในการปลุกปั่นให้แรงงานเมียนมาออกจากสถานที่ทำงาน เพื่อไปประท้วงกดดันนายจ้าง ทั้งยังโพสต์ข้อความผ่านสื่อสังคมออนไลน์อ้างตัวเป็นตัวแทนจากสถานทูตฯ ใช้สิทธิพิเศษในการเข้าหาแรงงาน ทั้งที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งเรื่องนี้สถานทูตฯได้เตรียมประสานกับรัฐบาลไทยในการติดตามพฤติกรรมเพื่อเอาผิดกับบุคคลทั้งสอง เพราะพฤติกรรมเข้าข่ายเป็นมาเฟียผู้มีอิทธิพล
ข้อมูลจากสถานทูตฯยังพบว่า แกนนำทั้ง 2 คนของกลุ่ม AAC ยังมีหมายจับในคดีพรากผู้เยาว์ของศาลแขวงเมืองเมียวดี ขณะที่ 1 ใน 2 คนยังมีอีกคดีพ่วงท้าย คือ คดีหนีทหารจากฐานปฏิบัติการรัฐกะเหรี่ยง ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน ปี 2541 ด้วย แต่แกนนำที่โดนคดีหนีทหาร กลับมีบัตรประจำตัวประชาชนเป็นคนไทย"ทีมล่าความจริง" จึงเดินทางไปยังที่ว่าการอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นอำเภอที่ออกบัตรประชาชนให้กับแกนนำกลุ่ม AAC นายอำเภอสวนผึ้ง เล่าว่า หนึ่งในแกนนำ AAC มายื่นขอทำบัตรประจำตัวประชาชนเป็นคนไทยอย่างถูกต้อง โดยมีพยานคือผู้ใหญ่บ้าน คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านที่ยืนยันว่าเขาเป็นคนสัญชาติไทยตามมาตรา 23 พระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2551 ทางอำเภอจึงได้ออกบัตรให้เมื่อปี 2553
แต่ประเด็นที่น่าสงสัยก็คือ เมื่อแกนนำ AAC รายนี้มีหมายจับในคดีหนีทหาร จากฐานปฏิบัติการรัฐกะเหรี่ยง ตั้งแต่วันที่ 23 กันยายน ปี 2541 นั่นย่อมชี้ให้เห็นว่าเขาน่าจะเป็นพลเมืองของรัฐกระเหรี่ยง แต่เงื่อนไขการขอสัญชาติไทย เขาต้องเกิดในประเทศไทย หรืออาศัยและมีอาชีพอยู่ในประเทศไทยอย่างยาวนานเท่านั้น ซึ่งถ้าหากเกิดในประเทศไทย ก็เป็นไปได้ว่าเชาอาจเกิดในศูนย์พักพิงผู้หนีภัยจากการสู้รบ ที่อำเภอสวนผึ้ง แต่ข้อมูลในบัตรประชาชนอ้างว่าเกิดเมื่อปี 2517 แต่ศูนย์พักพิงฯก่อตั้งหลังปี 2527 เพื่อรองรับผู้หนีภัยสงครามในเมียนมาที่ทะลักเข้าไทยนับแสนคน ซึ่งศูนย์พักพิงฯ ตั้งขึ้นหลังจากปีที่นายค่ายจีเกิดนานถึง 10 ปี
ข้อมูลทั้งหมดนี้ ทำให้ทางสถานทูตสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาประจำประเทศไทย รวมถึงหน่วยงานภาครัฐที่สืบพฤติกรรมของแกนนำกลุ่ม AAC ตั้งข้อสงสัยว่า บัตรประชาชนไทยที่ถืออยู่ ได้มาอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ขบวนการออกบัตรประชาชนให้คนต่างด้าว ยังเข้าข่ายกระทบต่อความมั่นคงของประเทศอีกด้วย