ต่อมาเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. มีการนำสารโซเดียมไซยาไนด์ จำนวน 300 ถัง รวมน้ำหนักประมาณ 15 ตัน มูลค่าประมาณ 1,500,000 บาท ส่งออกไป อ.ท่าขี้เหล็ก ประเทศเมียนมาร์ ซึ่งด่านศุลกากรแม่สายได้ทำการตรวจผ่านสินค้าดังกล่าวพบว่ามีใบอนุญาตนำเข้า-ส่งออกของกรมโรงงานอุตสาหกรรมถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ส. และด่านศุลกากรแม่สายได้ประสานให้หน่วยปราบปรามยาเสพติดของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ (CCDAC) ประจำจังหวัดท่าขี้เหล็ก ทำการตรวจสอบอีกครั้ง และพบว่าไม่มีใบอนุญาตนำเข้าไปในประเทศเมียมมาร์โดยถูกต้องตามกฎหมาย และเชื่อว่าเป็นการลักลอบเพื่อนำไปผลิตยาเสพติด เจ้าหน้าที่จึงทำการตรวจยึดโซเดียมไซยาไนด์ (Sodium Cyanide) ของกลางและรถบรรทุก พร้อมควบคุมตัวนายสวัสดิ์ แก้วดำ อายุ 41 ปีชาวเชียงราย ดำเนินคดีตามกฏหมายเมียนมาร์ ข้อหาเข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย และไม่ขออนุญาตินำวัตถุอันตรายเข้าในประเทศ
นายศิรินทร์ยา กล่าวอีกว่า จากการสอบสวนนายสวัสดิ์ ทราบว่าตนได้รับการว่าจ้างให้นำสารโซเดียมไซยาไนด์ ของกลางไปส่งยังเหมืองทองคำในย่างกุ้ง ประเทศเมียนมาร์ ซึ่งโซเดียมไซยาไนด์ที่ส่งไปจะนำไปใช้เป็นตัวแยกแร่ทองคำ อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบพบว่ามีการขอนำเข้ามาจากประเทศจีนเพื่อนำส่งไปยังย่างกุ้ง แต่กลับนำเข้าทางด้านอ.ท่าขี้เหล็ก ซึ่งไกลกว่า ทำให้พบข้อพิรุธว่าอาจจะนำไปใช้ผลิตสารตั้งต้นเฟลิน-2 - โพรพาโนน ( P2P ) ก่อนจะนำไปผลิตเป็นเมตแอมเฟตามีน เพื่อนำไปผลิตเป็นยาเสพติดซึ่งหากนำโซเดียมไซยาไนด์ จำนวน 15 ตัน ไปผลิตเป็นยาไอซ์จะได้จำนวน 9,500 กิโลกรัม และหากนำไปผลิตเป็นยาบ้าจะได้จำนวน 295 ล้านเม็ด ก็จะมีมูลค่ามหาศาล
นายศิรินทร์ยา ยังกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ไทยและเมียนมาให้ความสำคัญกับการควบคุมเคมีภัณฑ์และสารตั้งต้น รวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิต โดยเห็นชอบที่จะร่วมกันสืบสวนปราบปรามสารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ที่ลักลอบนำเข้าไปยังแหล่งผลิตยาเสพติดในพื้นที่สามเหลี่ยมทองคำให้เพิ่มมากขึ้น โดยให้มีการประสานงานระหว่างหน่วยงานในพื้นที่ระหว่างกันได้โดยตรง เพื่อสามารถดำเนินการได้อย่างทันท่วงที และได้แลกเปลี่ยนส่งมอบข้อมูลหมายจับผู้กระทำผิดเพื่อดำเนินการติดตามผู้ต้องหาระหว่างกัน