เนชั่นทีวี

ข่าว

นับถอยหลัง วันประชุมซัมมิตครั้งประวัติศาสตร์ ทรัมป์-คิม จอง อึน

08 มิ.ย. 2561 | Ekkapon

นับถอยหลัง วันประชุมซัมมิตครั้งประวัติศาสตร์ ทรัมป์-คิม จอง อึน

นับถอยหลังอีก 4 วันจะถึงวันประชุมซัมมิตครั้งประวัติศาสตร์ 12 มิถุนายน ระหว่าง 2 ผู้นำสหรัฐและเกาหลีเหนือ ที่ถูกจับตามองทั่วโลก โดยที่ทรัมป์เตรียมเที่ยวบินโดยตรงจากแคนาดาไปยังสิงคโปร์ หลังจากการประชุมสุดยอดกลุ่ม G-7

ขณะเดียวกันผู้นำสหรัฐเผยความเป็นไปได้ที่จะเชิญคิม จองอีน เยือนทำเนียบขาวหากการประชุมซัมมิตบรรลุความสำเร็จ แต่ยังยืนยันว่าจะลุกจากโต๊ะเจรจาทันที เมื่อการหารือไม่สามารถดำเนินไปอย่างราบรื่น



ส่วนบรรยากาศการเคลื่อนไหวของการเจรจาการค้านะหว่างสหรัฐกับจีนนั้น โดยสภาคองเกรสสหรัฐรุกกดดันทรัมป์อย่างหนัก ให้ดำเนินการพิจารณาลงโทษต่อการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านกับเกาหลีเหนือของบริษัทโทรคมนาคมของจีนเพิ่มเติมต่อจากกรณีของ ZTE


1. ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมบินโดยตรงจากแคนาดาถึงสิงคโปร์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดครั้วประวัติศาสตร์กับคิม จองอึน ผู้นำเกาหลีเหนือในวันที่ 12 มิถุนายน


จากแถลงการณ์ของโฆษกทำเนียบขาวที่ระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จะเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่ม G-7 ที่แคนาดาในวันเสาร์ในเวลาก่อนเที่ยง และจะเดินทางออกจากแคนาดาไปยังสิงคโปร์โดยตรง เพื่อพบปะกับคิม จองอึน ในวันอังคารหน้านี้ โดยมีกำหนดประชุมซัมมิตร่วมกันที่โรงแรม Capella บนเกาะเซนโตซาของสิงคโปร์ ในเวลา 09:00 น.ตามเวลาท้องถิ่น


นอกจากนี้ ปีะธานาธิบดีทรัมป์ได้เปิดเผยกับสื่อว่า ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะอยู่ที่สิงคโปร์เป็นเวลานานเท่าใด ไม่ว่าจะเป็นหนึ่งวัน สองวัน หรือสามวัน ขึ้นอยู่กับว่าจะมีอะไรที่มากกว่าแค่โอกาสถ่ายรูปร่วมกัน ทุดอย่างต้องมีขั้นตอน


2. ขณะเดียวกันประธานาธิบดีทรัมป์ ยังเผยถึงความเป็นไปได้ในการเชิญผู้นำเกาหลีเหนือเยือนทำเนียบขาว หากการประชุมซัมมิตพบกับความสำเร็จ แต่ก็พร้อมส่งสัญญาณลุกจากโต๊ะเจรจาทันที เมื่อการหารือนั้นไม่สามารถดำเนินต่อไปอย่างราบรื่น


ทั้งนี้ ในระหว่างแถลงข่าวร่วมกับชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่ทำเนียบขาวเมื่อวันพฤหัสฯ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กล่าวย้ำถึงคำพูดของตัวเองเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่การประชุมซัมมิตจะมีการลงนามในข้อตกลงยุติสงครามเกาหลี ซึ่งเกิดขึ้นช่วงปี 1950-1953 หลังจากนั้นถือเป็นการสิ้นสุดจากข้อตกลงพักรบชั่วคราว แต่ยังไม่ใช่สนธิสัญญาแห่งสันติภาพ โดยถือเป็นก้าวย่างแรก เพราะอาจเป็นส่วนที่ง่ายที่สุด แต่ส่วนที่ยากที่สุดคือสิ่งที่ยังเหลืออยู่หลังจากนี้ไป


3. ประธานาธิบดีทรัมป์ยังตั้งความหวังว่า ในวันหนึ่งความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับรัฐบาลเปียงยางจะเข้าสู่ภาวะปกติ ในขณะที่ประเด็นหลักของการประชุมซัมมิในวันที่ 12 มิถุนายน นี้เป็นข้อเรียกร้องของผู้นำสหรัฐ ที่ต้องการให้เกาหลีเหนือปลดโครงการอาวุธนิวเคลียร์


แต่สำหรับเกาหลีเหนือปฏิเสธที่จะปลดอาวุธนิวเคลียร์ฝ่ายเดียว โดยยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธนั้น มีไว้สำหรับปกป้องการถูกคุกคาม เนื่องจากสหรัฐยังมีทหารประจำการอยู่ในเกาหลีใต้มากกว่า 28,500 นาย ที่มีมาตั้งแต่สมัยสงครามคาบสมุทรเกาหลี


4. ส่วนบรรยากาศการเคลื่อนไหวของการเจรจาการค้านะหว่างสหรัฐกับจีนนั้น โดยสภาคองเกรสสหรัฐรุกกดดันประธานาธิบดีทรัมป์หนัก ให้ดำเนินการพิจารณาลงโทษต่อการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรอิหร่านกับเกาหลีเหนือของบริษัทโทรคมนาคมของจีนเพิ่มเติมต่อจากกรณีของ ZTE


โดยยกประเด็นกรณีของ Google ที่มี Huawei เป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ และรวมถึง Facebook ที่จับมือทำธุรกิจในจีนกับบริษัทของจีน 4 ราย ทั้งนี้ สภาคองเกรสสหรัฐเห็นว่า มาตรการลงโทษบริษัทจีนของประธานาธิบดีทรัมป์ในช่วงที่ผ่านมา ยังคงอ่อนแอเกินไปต่อการกระทำผิดกฎหมายสหรัฐ


5. ล่าสุด วิลเบอร์ รอสส์ รัซมนตรีพาณิชย์สหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐได้บรรลุข้อตกลงกับบริษัท ZTE ของจีนแล้ว โดย ZTE จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข เพื่อแลกกับการที่สหรัฐยกเลิกมาตรการลงโทษบริษัท ซึ่ง ZTE จะต้องจ่ายค่าปรับ 1,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมกับวางเงินมัดจำจำนวน 400 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเงินดังกล่าวจะถูกริบ หากพบว่าบริษัทได้กระทำความผิดอีกในอนาคต


ขณะเดียวกัน ทางการสหรัฐจะส่งเจ้าหน้าที่ชุดหนึ่งเข้าไปในบริษัท เพื่อตรวจสอบการดำเนินงานของ ZTE รวมทั้งต้องทำการปรับเปลี่ยนคณะกรรมการบริษัทภายในเวลา 30 วัน


นับตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์สหรัฐได้สั่งห้ามไม่ให้บริษัทของสหรัฐขายสินค้าให้กับ ZTE เป็นเวลานาน 7 ปี เนื่องจาก ZTE ได้ส่งออกสินค้าไปจำหน่ายยังอิหร่านและเกาหลีเหนือ ซึ่งถือเป็นการละเมิดมาตรการคว่ำบาตรของสหรัฐ

ข่าวล่าสุด