เนชั่นทีวี

ข่าว

"อ.เจษฎา" ฝาก ทปอ.ทบทวนทีแคส เหตุกระทบคณะไร้ผู้เรียน

07 มิ.ย. 2561 | te

"อ.เจษฎา" ฝาก ทปอ.ทบทวนทีแคส เหตุกระทบคณะไร้ผู้เรียน

นายเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีการโพสผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัว เกี่ยวกับผลกระทบของการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส "ผลจากระบบการคัดเด็กเข้ามหาวิทยาลัยของทีแคส รอบ 3 นี่

ส่งผลกระทบต่อคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ โดย จากจำนวนนิสิตที่รับได้ 298 คน ประกาศชื่อไป 300 คน แต่มายืนยันสิทธิจริง แค่ 33 คน แน่นอนว่าที่มีการสละสิทธิเยอะกันแบบนี้ ทั้งของคณะวิทยาศาสตร์และของคณะอื่นๆ ส่วนหนึ่งต้องเกิดจากการกั๊กที่นั่งของเด็กเก่งๆ ด้วย ซึ่งก็เป็นสิทธิของเด็กเก่ง เพราะระบบดันปล่อยให้ทำได้ มารอลุ้นกันต่อว่าจะมีคนยืนยันสิทธิรอบ 3/2 กี่คน หวังว่าจะมีสักครึ่งนึง"


นายเจษฏา ให้สัมภาษณ์ว่าอาจจะไม่ใช่นักวิชาการที่เชี่ยวชาญด้านทีแคส แต่ระบบการสอบดังกล่าว ซึ่งตามหลักการเป็นการแก้ปัญหาการเฟ้อของการวิ่งรอกสอบ ความเหลื่อมล้ำ ลดค่าใช้จ่าย ถือเป็นเรื่องดี แต่เมื่อนำระบบทีแคส มาใช้จริง กลับพบว่ามีปัญหาเยอะมาก โดยเฉพาะการกั๊กที่นั่งสอบ เด็กอยากเรียนในคณะ มหาวิทยาลัยที่ต้องการแล้วไม่ได้เรียน และมหาวิทยาลัยเองก็ไม่ได้เด็กตามจำนวนที่ต้องการ อย่างคณะวิทยาศาสตร์ เห็นชัดว่าระบบทีแคส ทำให้เด็กมายืนยันสิทธิน้อยมาก ทั้งที่ระบบการรับตรงแบบเดิม มีเด็กยืนยันสิทธิครึ่งหนึ่งของเด็กที่สอบติด เช่น ถ้าประกาศรายชื่อ 300 คน เด็กจะมียืนยันสิทธิ150คน และเป็นเด็กที่อยากเรียนคณะวิทย์จริงๆ เป็นต้น


"ทีแคสรอบ 3 ระบบรับตรงกลางร่วมกัน และมีการเลือก4ลำดับ เด็ก300คนที่ทางมหาวิทยาลัยประกาศชื่อสอบติด อาจเป็นเด็กเก่งที่เลือกติดไว้กันพลาด แต่เมื่อต้องเลือกพวกเขาก็ไม่เลือกคณะวิทยาศาสตร์ เพราะคณะวิทย์ เป็นคณะกลางๆ ไม่ใช่คณะยอดนิยม แต่เท่าที่ทราบ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ก็ได้เด็กไม่มากเช่นเดียวกัน ดังนั้น อยากให้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทบทวนระบบทีแคสใหม่อีกครั้งว่ามีประโยชน์ หรือสร้างผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อนักเรียน และมหาวิทยาลัยกันแน่ เพราะหากให้คำตอบว่าเป็นครั้งแรก และรอบไหนมีปัญหา ก็ไปรอรอบต่อไป ทำให้เด็กไม่มีที่เรียนเกิดความกังวล ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัย อาจารย์ก็ไม่ได้จัดเตรียมการสอนยาก ที่จะรอบรับเด็กตามจำนวนที่เปิดรับ เนื่องจากยังไม่มีเด็กเข้ามาเรียน"นายเจษฎา กล่าว


อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทุกฝ่ายหวังดีกับเด็ก แต่ถ้าระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยยิ่งพัฒนา ยิ่งขยายปัญหาในวงกว้างควรจะกลับมาพิจารณาว่าระบบไหนดีที่สุด และก่อนที่จะมีการจัดทำระบบต่างๆ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้ผู้เกี่ยวข้องอย่าง นักเรียน ผู้ปกครอง มหาวิทยาลัยทุกกลุ่ม หรือประชาชนที่สนใจเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยที่มีผลกระทบต่อชีวิตของเด็ก

ข่าวล่าสุด