นายพีระศักดิ์ กล่าวว่า โครงการสนช.พบประชาชนทั่วประเทศดำเนินการมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2557 มาครบทุกจังหวัดเมื่อวานนี้ (1 มิ.ย.) ที่กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการอธิบายกับประชาชนและรับฟังปัญหาเพื่อนำกลับมาดำเนินการแก้ไข โดยจ.อุตรดิตถ์นั้นสนช.มารับฟังปัญหาไปแล้วเมื่อปี 2558 และมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้กับประชาชน อาทิ ผลักดันโครงการถนนทางรอดเพื่อลดอุบัติเหตุให้กับจ.อุตรดิตถ์
รวมถึงปัญหาที่ดินทำกินที่คาราคาซังมา 30 กว่าปี วันนี้ก็ได้รับการแก้ไขแล้ว โดยคณะรัฐมนตรีกำลังจะประกาศเรื่องการจัดสรรที่ดินทำกินให้กับประชาชนในเร็ว ๆ นี้ ดังนั้น การลงพื้นที่ในจังหวัดต่าง ๆ ของสนช.ครั้งนี้จึงเป็นการรวบรวมปัญหาของประชาชนอีกครั้งเพื่อนำไปส่งต่อให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐไปดำเนินการแก้ไข เพื่อให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น
ทั้งนี้ การลงพื้นที่ในครั้งนี้เหมือนเป็นตัวกลาง เพราะสนช.นำคณะกรรมาธิการต่าง ๆ เช่น ด้านการศึกษา เกษตร สาธารณสุข และคมนาคม มาลงพื้นที่เพื่อพบกับกลุ่มเป้าหมายด้วย โดยจะลงไปถึงระดับหมู่บ้าน ซึ่งนอกจากเป็นการทำความเข้าใจโครงการไทยนิยม ยั่งยืนแล้ว ยังเป็นการเข้าไปดูปัญหาความเดือดร้อน เช่น ปัญหาที่ดินทำกิน ปัญหาแหล่งน้ำ และปัญหาการประกอบอาชีพด้วย
จากนั้น นายพีระศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ โจมตีโครงการไทยนิยม ยั่งยืนว่า เป็นการใช้งบประมาณประเทศแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ และเป็นการหาเสียงให้รัฐบาลล่วงหน้าว่า อยากให้คนที่พูดลงมาดูพื้นที่ด้วยกัน ลองมาตื่นตี 4 แล้วไปขึ้นเครื่องบินของกองทัพอากาศ ไปกินข้าวกล่องบนเครื่องบิน ค่าใช้จ่ายคนละประมาณ 80 บาทดู
ทั้งนี้ ตนยังชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่คิดโครงการนี้ขึ้นมา เพราะประชาชนจะได้มาปรึกษาหารือในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ขณะที่ภาครัฐก็ได้ลงไปใกล้ชิดประชาชนถึงระดับหมู่บ้าน อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเมื่อเราไม่ลงพื้นที่ก็โจมตีว่าไม่ได้มาจากประชาชน แต่พอลงพื้นที่ก็บอกว่าหาเสียงล่วงหน้า แต่พอเราคิดอะไรได้ก็บอกว่าเราคิดจากข้างบน แต่ไม่ได้ลงไปถึงคนข้างล่าง ทั้งที่ความจริงอะไรที่ตรงกับความต้องการของประชาชนก็ให้จังหวัดหรือท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องไปดำเนินการ โดยที่สนช. ไม่ได้เป็นภาระงบประมาณของกระทรวงต่างๆ ขณะที่สิ่งที่ได้คือความภาคภูมิใจของประชาชนที่มองว่ามีผู้ใหญ่ไปรับฟังความเห็นถึงบ้าน จึงไม่เข้าใจว่าตำน้ำพริกละลายแม่น้ำอย่างไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า โครงการไทยนิยม ยั่งยืน เป็นของรัฐบาล เหตุใดสนช.จึงเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย นายพีระศักดิ์กล่าวว่า โครงการนี้รัฐบาลเสนอเป็นกฎหมายผ่านสนช. เราจึงมีหน้าที่ไปดูและติดตามว่าได้ผลจริงหรือไม่ตามที่รัฐบาลได้เสนอต่อสนช. ซึ่งถือเป็นหน้าที่ของสนช.อยู่แล้ว ไม่ใช่เป็นการไปหาหน้าที่ใหม่เพิ่มแต่อย่างใด