ส่วนเรื่อง สิทธิการตายแบบปฏิเสธการรักษายื้อชีวิต (Living will) ตอนนี้สำหรับผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือคนที่ตกอยู่ในสภาพเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัสจากโรคต่างๆ ถ้าคนไข้แสดงเจตจำนงหรือความต้องการทิ้งไว้ หรือที่เรียกว่า "การเขียนพินัยกรรมชีวิต" ก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรมากนัก นอกจากแพทย์บางกลุ่มที่ยังรู้สึกว่าต้องรักษาจนสุดความสามารถ ไม่เช่นนั้นถือว่าผิดจรรยาบรรณแพทย์
สำหรับประเทศไทยนับว่าก้าวหน้าพอสมควรเพราะมีกฎหมายอนุญาตให้ "ผู้ป่วยระยะสุดท้าย" หรือผู้ป่วยโรคร้ายแรงหรือบาดเจ็บสาหัสจนไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ สามารถทำ "พินัยกรรมชีวิต" หรือ "หนังสือแสดงสิทธิปฏิเสธการรักษา" ตามมาตรา 12 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ 2550 ที่ระบุว่า
บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้ การดำเนินการตามหนังสือเพื่อแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง
"พิสิษฐ์ ศรีอัคคโภคิน" ผู้ชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หนึ่งในผู้ร่างข้อกฎหมายนี้ อธิบายให้ฟังว่า กรณีคุณปู่เดวิดถือเป็นการขอทำการุณยฆาตตามความหมายของ "ยูธานาเซีย" ซึ่งคนธรรมดาที่ไม่ป่วยทำได้คล้ายๆ กับสิทธิขอตายเอง โดยหมอจะช่วยด้วยวิธีให้ยามาฉีดยาเอง ยาตัวนี้มีฤทธิให้หลับสบายแล้วค่อยๆ หมดสติ สิ้นลมหายใจไป
"หมอจะไม่ฉีดให้ ผู้ป่วยต้องเอาไปฉีดเอง เพราะไม่งั้นอาจโดนข้อหาสนับสนุนการฆ่าตัวตาย เพราะที่ต่างประเทศการฆ่าตัวตายถ้าไม่สำเร็จ ถือว่ามีความผิดตามกฎหมาย เพราะศาสนาของเขาห้ามไม่ให้ฆ่าตัวตาย ส่วนของประเทศไทยการฆ่าตัวตายถ้าไม่สำเร็จคนที่ทำก็ไม่ได้มีความผิดตามกฎหมาย เช่น กินยาฆ่าตัวตาย ถ้าส่งโรงพยาบาลทัน หมอก็ล้างท้องให้ เสร็จแล้วกลับบ้านได้ การทำการุณยฆาตหรือขอตายแบบนี้ กฎหมายไทยปัจจุบันยังไม่อนุญาต"
พิสิษฐ์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าสำหรับการใช้สิทธิขอจบชีวิตตามมาตรา 12 นั้น ต้องเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้ายเท่านั้น ในอเมริกามีมานานกว่า 40 ปีแล้ว รวมถึงในประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่มีกฎหมายเกี่ยวกับสิทธินี้ เพราะถือเป็นการแสดงเจตจำนงให้หมอรู้ว่าคนไข้ไม่ขอรับการรักษาที่ยืดการตาย หรือยื้อชีวิตที่ไม่อาจกลับมาใช้ชีวิตปกติเหมือนเดิมได้ เช่น ขอให้หมอไม่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ไม่ต้องใส่สายยางให้อาหาร และการทำ "พินัยกรรมชีวิต" เอาไว้ล่วงหน้าจะทำให้ญาติกับหมอไม่ต้องลำบากใจว่าจะยืดเยื้อการรักษาไปนานแค่ไหน
ที่ผ่านมาก่อนมีกฎหมายนี้ บางครั้งทั้งหมอและญาติรู้สึกถึงเรื่องบาปบุญคุณโทษ หรือกลัวว่าวิธีปล่อยให้ตายตามธรรมชาติขัดต่อจริยธรรมทางการแพทย์ การมีกฎหมายระบุไว้ทำให้ชัดเจนมากขึ้น แต่ก่อนคนป่วยหลายคนก็ทำพินัยกรรรมชีวิตไว้ ส่วนมากเป็นปากเปล่า แต่ตอนนี้เขียนเป็นตัวอักษรหรือหนังสือแสดงเจตจำนงไว้ได้เลย และวิธีการเขียนก็ไม่ได้มีแบบฟอร์มบังคับ เพียงแต่ขอให้ชัดเจนว่าผู้ป่วยต้องการรักษาแบบไม่ยืดเยื้อ หมอไม่ต้องพยายามต่อลมหายใจ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่ารักษาไม่หาย"