มหาเธร์เป็นที่รู้จักในฐานะ "ผู้สร้างมาเลเซียให้ทันสมัย" เปลี่ยนสังคมเกษตรกรรมให้เป็นประเทศเศรษฐกิจ ตลอดระยะเวลา 22 ปี ที่ปกครองประเทศ การหวนคืนการเมืองของเขา ช่วยประคับประคองฝ่ายค้านที่แตกคอกันก่อนหน้านี้
เขาสนับสนุนนายนาจิบ ราซัค ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2552 และยังสนับสนุนเขาอีกตอนที่เลือกตั้งเมื่อปี 2556 ก่อนจะกลับลำวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนตอนที่เกิดเรื่องอื้อฉาวทุจริตกองทุน 1MDB และสร้างความมัวหมองให้นายนาจิบ
ปี 2556 เขาหวนคืนการเมืองอย่างเป็นทางการ ด้วยการก่อตั้งพรรคสหประชาชนมาเลย์ หรือ PPBM ร่วมกับนายมูยิดดิน ยัสซิน อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่ถูกปลดเพราะวิพากษ์วิจารณ์นายนาจิบอย่างเปิดเผยเรื่องกองทุน 1MDB และความพลิกผันที่ไม่คาดคิดอีกประการหนึ่งคือ การที่เขาหันไปญาติดีกับนายอันวาร์ อิบราฮิม อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง ที่ถูกเขาปลดเมื่อ 20 ปีก่อน และกลายมาเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ของฝ่ายค้าน ที่ต้องโทษจำคุกในคดีรับสินบนและวิปริตทางเพศที่นายอันวาร์ยืนยันว่า เป็นเล่ห์กลในการเขี่ยเขาให้พ้นเส้นทางการเมือง
นายอันวาร์ ต้องโทษจำคุกอีกเมื่อปี 2558 ในข้อหาวิปริตทางเพศ ที่เชื่อว่า เป็นความพยายามสกัดเขา หลังฝ่ายค้านประสบความสำเร็จในการเลือกตั้งถึง 2 ครั้ง และเขามีกำหนดจะได้รับอิสรภาพในเดือนมิถุนายนนี้
ดร.มหาเธร์ เรียนจบแพทย์ และเป็นลูกคนเล็กจากจำนวนพี่น้องทั้งหมด 9 คน และเติบโตในย่านคนจนทางภาคเหนือของมาเลเซีย เขาเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเมื่อช่วงทศวรรษที่ 1950 ยุคที่ยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ก่อนจะลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และได้รับเลือกตั้งปี 2507 และได้เข้าร่วมในคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2517 ก่อนก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ปี 2524
ด้วยวัย 92 และผ่านการผ่าตัดบายพาสส์หัวใจมาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังเดินสายพูดหลายที่ในวันเดียว ตามจุดชุมนุมต่างๆ ทั่วประเทศ นักวิจารณ์ ระบุว่า ต้องเสียสละประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน เพื่อสังเวยให้ความเจริญรุดหน้าด้านอุตสาหกรรมภายใต้การกุมบังเหียนของมหาเธร์ ทั้งยังโอบอุ้มพวกพ้อง, จำคุกฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง และปิดสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์เขา แต่กลับโจมตีนายนาจิบที่ใช้วิธีการเดียวกัน
เขาเคยให้สัมภาษณ์ว่า ตัวเขาคือ "ผู้อยู่รอด" ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานหลายสิบปีที่สามารถทำให้ชาวมาเลย์เป็นปึกแผ่นได้ ส่วนการหวนคืนการเมืองครั้งนี้ นักวิเคราะห์ต่างเป็นห่วงสุขภาพและวัยของเขาในการบริหารประเทศ แม้จะมีการทำข้อตกลงกับนายอันวาร์ ที่จะทำให้เขาเป็น "ผู้นำในช่วงเปลี่ยนผ่าน" ก็ตาม