เนชั่นทีวี

ข่าว

สื่อคือผูู้ร้าย? ปล่อยผลิตภัณฑ์อันตรายออกจอ

09 พ.ค. 2561 |

สื่อคือผูู้ร้าย? ปล่อยผลิตภัณฑ์อันตรายออกจอ

วิกฤติของอาหารเสริม เครื่องสำอาง และยาอันตราย ไร้คุณภาพในบ้านเรา ซึ่งแพร่หลายทั้งตลาดจริงและตลาดออนไลน์นั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่ามี "สื่อ" เป็นตัวเร่งทำให้ปัญหาขยายวงขนาดนี้ เพราะสื่อปล่อยให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้โฆษณาผ่านช่องทางของตนเองได้อย่างเสรี นี่คืออีกหนึ่งบทเรียนที่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ ต้องทบทวนและหาทางออกที่เหมาะสม

เริ่มจากในมุมของผู้ผลิต ที่พยายามใช้สื่อต่างๆ เป็นเครื่องมือในการโฆษณา  ในมุมนี้ นักวิชาการด้านสื่อสารการตลาด มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ จันทิมา เขียวแก้ว บอกว่า การโฆษณาผ่านสื่อหรือช่องทางต่างๆ สามารถทำได้ตามสิทธิ์ของผู้ประกอบการ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่กฎหมายกำหนด นอกจากนั้นยังต้องดูถึงเจตนาของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ด้วยว่าต้องไม่มีเจตนาสื่อสารให้เกิดความเข้าใจผิดว่าสินค้าดีเกินจริง อย่างกรณีที่มีแพทย์ ดารา หรือนักแสดง มารีวิวสินค้าเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แพทยสภาก็มีจรรยาบรรณที่ต้องยึดถือของแพทย์อยู่แล้ว  ฉะนั้นทุกวิชาชีพต้องตรวจสอบจรรยาบรรณของตนเองอย่างเคร่งครัดส่วนในมุมของสื่อ  รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ จันทิมา บอกว่า สื่อสวนใหญ่ที่มักตกเป็นเครื่องมือให้กับสินค้าขายตรงในกลุ่มเครื่องสำอาง อาหารเสริม คือวิทยุและโทรทัศน์ชุนชน รวมถึงสื่อออนไลน์ เพราะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย ประกอบกับช่องทางเหล่านี้ไม่ใช่ "สื่อกระแสหลัก" ที่ถูกจับตามองมากนัก การผลิตเนื้อหาหรือคอนเทนท์ก็ทำกันแบบง่ายๆ ตรงๆ

สื่อคือผูู้ร้าย? ปล่อยผลิตภัณฑ์อันตรายออกจอ



แต่ระยะหลังจะเห็นว่า "สื่อกระแสหลัก" ก็เริ่มถูกใช้เป็นเครื่องมือโฆษณาของเหล่าบรรดาผู้ผลิตอาหารเสริมไร้คุณภาพเช่นเดียวกัน เหตุผลเป็นเพราะการแข่งขันของสื่อเองที่กลายเป็นจุดอ่อน จนสุดท้ายกลายเป็นสื่อฆ่าตัวตายเอง



การโฆษณาผลิตภัณฑ์ที่สุ่มเสี่ยงจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพผ่านสื่อกระแสหลักอย่างทีวีดิจิทัล ถูกมองจาก อาจารย์ มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ว่า เกิดจากการปรับตัวของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลหลายช่อง ที่พยายามปรับลดพื้นที่ข่าวลง และเพิ่มพื้นที่โฆษณาให้มากขึ้น โดยใช้รูปแบบผลิตรายการขายตรง  เป้าหมายคือเพื่อลดภาระการขาดทุน  แต่จุดนี้ได้กลายเป็นช่องโหว่ให้สินค้าผิดกฎหมายอาศัยพื้นที่สื่อเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ และยังสะท้อนถึงการลดบทบาทหน้าที่ในฐานะที่สื่อต้องเป็นผู้ระแวดระวังภัยให้สังคมด้วย
อย่าง 2 กรณีล่าสุดที่เกิดขึ้น คือ เมจิกสกิน กับ "LYN" อาจารย์มานะ มองว่า สื่อไม่ได้ทำตามบทบาทหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น ไม่ได้ตรวจสอบให้รัดกุมก่อนว่าสินค้าส่วนใหญ่ที่นำเข้ามาโฆษณาผ่านรายการขายตรงนั้น เป็นสินค้าที่ไม่มีคุณภาพ เท่ากับว่าสื่อกำลังฆ่าตัวตาย และตกเป็นเครื่องมือให้ผู้ประกอบการสินค้าใช้หลอกลวงประชาชน ซึ่งจะส่งผลกระทบระยะยาวต่อความน่าเชื่อถือและศรัทธาของประชาชนที่บริโภคข้อมูลข่าวสารผ่านสื่อกระแสหลัก
อาจารย์มานะ บอกด้วยว่า กรณีนี้จะคล้ายกับดารา และเน็ตไอดอลชื่อดังที่ไปรีวิวสินค้าผ่านโซเชียลมีเดีย แล้วมาชี้แจงภายหลังว่าไม่ทราบว่าสินค้าที่ตัวเองรีวิวไม่มี อย. แต่สื่อมวลชนจะอ้างแบบนั้นไม่ได้ เพราะหน้าที่ของสื่อต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคม

ได้เวลาทำ "ฐานข้อมูลกลาง" สินค้าอันตราย

ในเมื่อการโฆษณาชวนเชื่อคือหัวใจในการเพิ่มยอดขาย  แน่นอนว่าผู้ผลิตอาหารเสริม เครื่องสำอาง หรือพวกสินค้าอันตรายที่ไม่ได้มาตรฐาน อย.ทั้งหลาย  ย่อมต้องสรรหากลยุทธ์ต่างๆ ทั้งจ้างดารา เน็ตไอดอล มารีวีวสินค้า  รวมถึงซื้อเวลาจากสื่อกระแสหลัก ทีวีดาวเทียม วิทยุชุมชน  และคิดค้นคำโปรโมทให้ดูน่าสนใจ  ซึ่งหมายถึงสรรพคุณของสินค้าที่สามารถแก้ไขได้สารพัดปัญหา ถ้าเป็นอาหารเสริมก็อาจจะทำให้ขาวได้ภายใน 3 วัน ลดน้ำหนักได้ภายใน 7 วัน และที่ลืมไม่ได้คือ ต้องขยันขายในโลกออนไลน์ด้วย ตั้งแต่มีข่าวการบุกทลายแหล่งผลิตและโกดัง รวมถึงตลาดจำหน่ายอาหารเสริมไม่ได้มาตรฐาน / ปรากกว่าหน่วยงานที่ถูกตั้งคำถามคือ อย. หรือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ต้องกำกับ ดูแล ป้องกัน และแก้ไขทันทีเมื่อมีปัญหา  แต่เมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่เกิดเรื่องแล้ว อย.ยังไม่ได้ดำเนินการเชิงป้องกันให้เท่าทันกับปัญหาเลยแม้แต่ครั้งเดียว 

สื่อคือผูู้ร้าย? ปล่อยผลิตภัณฑ์อันตรายออกจอ


คำถามคือ ผู้บริโภคจะดูแลตัวเองอย่างไร หรือมีช่องทางอะไรให้ผู้บริโภครวมตัวกันเป็นเครือข่ายเพื่อดูแลตัวเองบ้างหรือไม่ ปัญหานี้ คนที่ตอบได้ดีที่สุดคนหนึ่งคือ คุณสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เพราะคุณสารีมีบทบาทในการเรียกร้องสิทธิ์ต่างๆ แทนพวกเราทุกคนที่เป็นผู้บริโภคมานานมากแล้ว
คุณสารี บอกว่า ก่อนหน้านี้  ข้อมูล สถานะของสินค้าต่างๆ ยังไม่ได้ถูกนำมารวมกันอยู่ในฐานข้อมูลกลาง โดยสินค้าที่ขึ้นทะเบียน อย. จะถูกเก็บข้อมูลรายละเอียดในพื้นที่ของจังหวัดที่ขึ้นทะเบียน ทำให้เวลาต้องการเช็คว่าสินค้านั้นยังได้มาตรฐานอยู่ หรือถูกเพิกถอนตรา อย.ไปแล้ว ทำได้ยาก  กระทั่งระยะหลัง มีการนำข้อมูลมารวมเอาไว้ในฐานกลาง ก็คือเว็บไซต์ระบบตรวจสอบสินค้าของ อย. ปัจจุบัน

สื่อคือผูู้ร้าย? ปล่อยผลิตภัณฑ์อันตรายออกจอ



กลับมาที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคต่อ คุณสารีอธิบายว่า ถึงแม้ อย.จะมีระบบตรวจค้นสถานะของสินค้า แต่ก็ยังไม่ได้ถือว่าการป้องกันนั้นสมบูรณ์แล้ว เพราะยังขาดการสร้างฐานข้อมูลอีก 2 ประเด็น คือ1.ฐานข้อมูลสินค้าอันตราย เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะถ้าสามารถแยกแยะออกมาให้ได้ว่าสินค้าตัวไหนเป็นสินค้าอันตราย และสามารถรวบรวมรายละเอียดให้ได้มากที่สุด ให้เป็นฐานข้อมูลกลาง ทุกคนเข้าถึงได้ ก็จะช่วยแก้ปัญหาไปได้มาก2.ฐานข้อมูลโฆษณา  ปกติแล้วเมื่อผู้ผลิตยาหรืออาหารเสริมต้องการขายสินค้า ต้องมีการขออนุญาตโฆษณาก่อน เพราะฉะนั้นหากมีฐานข้อมูลที่บอกว่าสินค้าตัวนี้ได้รับการอนุมัติให้โฆษณาได้ ก็จะเป็นข้อมูลพื้นฐานให้ประชาชนรับรู้ร่วมกัน  ถ้าสินค้าตัวไหนไม่มีชื่ออยู่ในสารบบที่อนุญาตให้โฆษณาได้ ก็จบ  ประชาชนก็จะได้ระมัดระวังว่าอาจเป็นการโฆษณาเกินจริง เพราะไม่ยอมขออนุญาต

สื่อคือผูู้ร้าย? ปล่อยผลิตภัณฑ์อันตรายออกจอ

อีกหนึ่ง "ตัวช่วย" ในการคัดกรองสินค้า ก็คือการเปิดเผยเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภค สมมติว่าเราซื้อสินค้าตัวหนึ่งมาใช้แล้วเราแพ้ ผื่นขึ้น  ผิวแตก เราก็ไปฟ้องร้องกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่เรื่องของเราไม่ได้รับการเปิดเผย  ซึ่งจริงๆ แล้วหากสามารถนำข้อร้องเรียนเหล่านี้มาเผยแพร่ได้  โดยเปิดให้เจ้าของผลิตภัณฑ์เข้ามาแก้ต่างด้วย ก็น่าจะเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคได้ใช้ประกอบการตัดสินใจคุณสารี ทิ้งท้ายว่า จนถึงตอนนี้ อย. ยังไม่ออกมาบอกเลยว่า ตัวเลขการขึ้นทะเบียนสินค้าประเภทต่างๆ มีจำนวนเท่าไหร่ก้ัน คือแยกเป็นอาหารเท่าไหร่ ยาเท่าไหร่ แล้วด้วยจำนวนเหล่านี้ อย.มีประสิทธิภาพจะกำกับดูแลได้จริงหรือไม่  นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ไม่ได้ท้าทายแต่ อย. แต่ยังท้าทายคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคอย่างดิฉัน อย่างคุณผู้ชมอย่างมากทีเดียว

ข่าวล่าสุด