ได้เวลาทำ "ฐานข้อมูลกลาง" สินค้าอันตราย
ในเมื่อการโฆษณาชวนเชื่อคือหัวใจในการเพิ่มยอดขาย แน่นอนว่าผู้ผลิตอาหารเสริม เครื่องสำอาง หรือพวกสินค้าอันตรายที่ไม่ได้มาตรฐาน อย.ทั้งหลาย ย่อมต้องสรรหากลยุทธ์ต่างๆ ทั้งจ้างดารา เน็ตไอดอล มารีวีวสินค้า รวมถึงซื้อเวลาจากสื่อกระแสหลัก ทีวีดาวเทียม วิทยุชุมชน และคิดค้นคำโปรโมทให้ดูน่าสนใจ ซึ่งหมายถึงสรรพคุณของสินค้าที่สามารถแก้ไขได้สารพัดปัญหา ถ้าเป็นอาหารเสริมก็อาจจะทำให้ขาวได้ภายใน 3 วัน ลดน้ำหนักได้ภายใน 7 วัน และที่ลืมไม่ได้คือ ต้องขยันขายในโลกออนไลน์ด้วย ตั้งแต่มีข่าวการบุกทลายแหล่งผลิตและโกดัง รวมถึงตลาดจำหน่ายอาหารเสริมไม่ได้มาตรฐาน / ปรากกว่าหน่วยงานที่ถูกตั้งคำถามคือ อย. หรือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ต้องกำกับ ดูแล ป้องกัน และแก้ไขทันทีเมื่อมีปัญหา แต่เมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่เกิดเรื่องแล้ว อย.ยังไม่ได้ดำเนินการเชิงป้องกันให้เท่าทันกับปัญหาเลยแม้แต่ครั้งเดียว
คำถามคือ ผู้บริโภคจะดูแลตัวเองอย่างไร หรือมีช่องทางอะไรให้ผู้บริโภครวมตัวกันเป็นเครือข่ายเพื่อดูแลตัวเองบ้างหรือไม่ ปัญหานี้ คนที่ตอบได้ดีที่สุดคนหนึ่งคือ คุณสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เพราะคุณสารีมีบทบาทในการเรียกร้องสิทธิ์ต่างๆ แทนพวกเราทุกคนที่เป็นผู้บริโภคมานานมากแล้ว
คุณสารี บอกว่า ก่อนหน้านี้ ข้อมูล สถานะของสินค้าต่างๆ ยังไม่ได้ถูกนำมารวมกันอยู่ในฐานข้อมูลกลาง โดยสินค้าที่ขึ้นทะเบียน อย. จะถูกเก็บข้อมูลรายละเอียดในพื้นที่ของจังหวัดที่ขึ้นทะเบียน ทำให้เวลาต้องการเช็คว่าสินค้านั้นยังได้มาตรฐานอยู่ หรือถูกเพิกถอนตรา อย.ไปแล้ว ทำได้ยาก กระทั่งระยะหลัง มีการนำข้อมูลมารวมเอาไว้ในฐานกลาง ก็คือเว็บไซต์ระบบตรวจสอบสินค้าของ อย. ปัจจุบัน
กลับมาที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคต่อ คุณสารีอธิบายว่า ถึงแม้ อย.จะมีระบบตรวจค้นสถานะของสินค้า แต่ก็ยังไม่ได้ถือว่าการป้องกันนั้นสมบูรณ์แล้ว เพราะยังขาดการสร้างฐานข้อมูลอีก 2 ประเด็น คือ1.ฐานข้อมูลสินค้าอันตราย เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะถ้าสามารถแยกแยะออกมาให้ได้ว่าสินค้าตัวไหนเป็นสินค้าอันตราย และสามารถรวบรวมรายละเอียดให้ได้มากที่สุด ให้เป็นฐานข้อมูลกลาง ทุกคนเข้าถึงได้ ก็จะช่วยแก้ปัญหาไปได้มาก2.ฐานข้อมูลโฆษณา ปกติแล้วเมื่อผู้ผลิตยาหรืออาหารเสริมต้องการขายสินค้า ต้องมีการขออนุญาตโฆษณาก่อน เพราะฉะนั้นหากมีฐานข้อมูลที่บอกว่าสินค้าตัวนี้ได้รับการอนุมัติให้โฆษณาได้ ก็จะเป็นข้อมูลพื้นฐานให้ประชาชนรับรู้ร่วมกัน ถ้าสินค้าตัวไหนไม่มีชื่ออยู่ในสารบบที่อนุญาตให้โฆษณาได้ ก็จบ ประชาชนก็จะได้ระมัดระวังว่าอาจเป็นการโฆษณาเกินจริง เพราะไม่ยอมขออนุญาต
อีกหนึ่ง "ตัวช่วย" ในการคัดกรองสินค้า ก็คือการเปิดเผยเรื่องร้องเรียนจากผู้บริโภค สมมติว่าเราซื้อสินค้าตัวหนึ่งมาใช้แล้วเราแพ้ ผื่นขึ้น ผิวแตก เราก็ไปฟ้องร้องกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่เรื่องของเราไม่ได้รับการเปิดเผย ซึ่งจริงๆ แล้วหากสามารถนำข้อร้องเรียนเหล่านี้มาเผยแพร่ได้ โดยเปิดให้เจ้าของผลิตภัณฑ์เข้ามาแก้ต่างด้วย ก็น่าจะเป็นข้อมูลให้ผู้บริโภคได้ใช้ประกอบการตัดสินใจคุณสารี ทิ้งท้ายว่า จนถึงตอนนี้ อย. ยังไม่ออกมาบอกเลยว่า ตัวเลขการขึ้นทะเบียนสินค้าประเภทต่างๆ มีจำนวนเท่าไหร่ก้ัน คือแยกเป็นอาหารเท่าไหร่ ยาเท่าไหร่ แล้วด้วยจำนวนเหล่านี้ อย.มีประสิทธิภาพจะกำกับดูแลได้จริงหรือไม่ นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่ไม่ได้ท้าทายแต่ อย. แต่ยังท้าทายคุณภาพชีวิตของผู้บริโภคอย่างดิฉัน อย่างคุณผู้ชมอย่างมากทีเดียว