โดยเมื่อต้นเดือนเมษายน คณะทำงานของประธานาธิบดีทรัมป์ได้ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนในอัตรา 25% จำนวน 1,300 รายการ เป็นมูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์ และเรียกเพิ่มอีกเป็นมูลค่า 100,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อเป็นการตอบโต้จีนที่ดำเนินนโยบายการค้าอย่างไม่เป็นธรรม
ขณะที่จีนได้ออกมาตอบโต้ด้วยการเปิดเผยมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐในอัตรา 25% จำนวน 106 รายการ รวมเป็นมูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์
3. ก่อนหน้านี้ในช่วงเดือนมีนาคม สหรัฐได้ประกาศจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็ก 25% และอลูมิเนียม 10% จากต่างประเทศ ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 พฤษภาคม แต่ถูกกระแสต่อต้านจากหลายประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญ
ล่าสุด ทำเนียบขาวได้ประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เกี่ยวกับการที่สหรัฐจะขยายเวลาการยกเว้นภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม เป็นการชั่วคราวให้กับสหภาพยุโรป (EU), แคนาดา, เม็กซิโก, บราซิล, อาร์เจนตินา และเกาหลีใต้ ออกไปจนถึงวันที่ 1 มิถุนายนนี้ โดยมีเหตุผลว่า จะให้เวลา 30 วันสุดท้ายแก่ประเทศเหล่านี้ สำหรับการเจรจาเพื่อบรรลุข้อตกลงการทางด้านการค้า
4. ขณะที่ดอลลาร์ที่แข็งค่าโดยดัชนีค่าเงินดอลลาร์แตะที่ระดับ 91.96 เป็นการแข็งค่าต่อเนื่องในช่วงสั้นๆ เนื่องจากรายงานของจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐซึ่งระบุว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) พุ่งขึ้น 2.0% ในเดือนมีนาคมเมื่อเทียบระยะเดียวกันปีก่อน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2017
ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน ซึ่งเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญนั้นพุ่งขึ้น 1.9% ในเดือนมีนาคม ใกล้เคียงกับระดับเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2%
ด้านเงินหยวของจีนปรับตัวอ่อนค่าลงที่ 6.3323 เมื่อเทียบกับดอลลาร์ แต่เงินดอลลาร์ยังอ่อนค่าลง 7% ในระยะ 52 สัปดาห์ที่ผ่านมา และอ่อนค่าเล็กน้อยแค่ 0.17% นับจากต้นปีนี้
5. ทั้งนี้ นักลงทุนยังคงจับตามองการประชุมของเฟดในช่วงวันที่ 1-2 พฤษภาคม แต่มีการคาดการณ์ว่าเฟดจะยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ และน่าจะปรับขึ้นในการประชุมเดือนมิถุนายน
อย่างไรก็ตาม ดาวโจนส์ปิดตลาดในวันจันทร์ที่ระดับ 24,163 ลดลง 148.04 จุด หรือ 0.61% ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 2,648 ลดลง 0.82% และ Nasdaq ปิดที่ 7,066 ลดลง 0.75% ถึงแม้ว่าอัตราผลตอบแทนบอนด์รัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีอ่อนตัวลงที่ 2.949%