'วาดะห์' แฉพลังดูด อ้างโดน คสช.กดดันก่อนใคร เผยเจ้าหน้าที่ตั้งจุดตรวจหน้าบ้าน 'วันนอร์-อารีเพ็ญ ด้านเพื่อไทย-ปชป.ซัดพรรคทหารดูด ส.ส.ไม่ใช่ครรลองประชาธิปไตยไทย

เกาะติดข่าวสาร >> Nation Online
logoline
     คำพูดของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ระบุการดูดส.ส.เป็นตามครรลองประชาธิปไตยของไทยตลอดมาที่มีมานานก่อนยุคคสช. ทำให้บรรยากาศการเมืองร้อนระอุขึ้นมาในทันที เพราะหลังจากนั้นได้มีแกนนำและอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทยและประชาธิปัตย์เรียงหน้าถล่มคำพูดดังกล่าวอย่างเผ็ดร้อน

"วาดะห์" แฉโดนกดดันก่อนใคร

     ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 เมษายน นายซูการ์โน มะทา หนึ่งในแกนนำผู้ขอจดจัดตั้งพรรคประชาชาติของกลุ่มวาดะห์ กล่าวถึงกระแสดูดเข้าร่วมกับพรรคคสช.ว่า กลุ่มวาดะห์ถูกกดดันก่อนใครเพื่อนเสียอีก เพราะก่อนหน้านี้มีการนำจุดตรวจจุดสกัดมาตั้งหน้าบ้านนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา และนายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ซึ่งตอนนี้ก็ยังมีอยู่ แต่จากการทำแบบสำรวจความคิดเห็นในทุกๆ ด้าน ประชาชนในพื้นที่เห็นว่ากลุ่มวาดะห์ควรรวมตัวกัน เพื่อตั้งพรรคตามที่รัฐธรรมนูญเปิดโอกาสไว้ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาทั้งความมั่นคงและเศรษฐกิจอย่างเบ็ดเสร็จ อีกทั้งกลุ่มวาดะห์และคนภาคใต้ต่างก็สนับสนุนประชาธิปไตย ไม่เอาเผด็จการ เชื่อมั่นระบอบรัฐสภาในการแก้ปัญหา

    นายซูการ์โนกล่าวอีกว่า ส่วนการประชุมครั้งแรกของพรรคประชาชาติ ยังต้องรอคสช.อนุมัติ โดยกลุ่มวาดะห์ทุกคนจะมาอยู่กับพรรคประชาชาติ เช่นเดียวกับนายวันมูหะมัดนอร์ ที่จะเป็นคีย์แมนของพรรคเรา นอกจากนี้ ก็จะมีการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นด้วย ส่วนยุทธศาสตร์การส่งผู้สมัครส.ส.นั้น เนื่องจากข้อจำกัดที่เป็นพรรคเล็ก คงจะส่งไม่ครบ 350 เขต แต่ก็จะพยายามส่งให้ได้มากที่สุดไม่ใช่แค่เฉพาะพื้นที่ภาคใต้หรือพื้นที่ที่ชาวมุสลิมอาศัยอยู่ เพราะประชาชาติ หมายถึงมวลมนุษยชาติ รวมถึงคนทุกศาสนิก ใครที่มีแนวคิดหรือประสบปัญหาเดียวกันสามารถมารวมกันได้หมด

พท.ซัดไม่ใช่ครรลองปชต.ไทย

     วันเดียวกัน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ ระบุการดูดอดีตส.ส.เป็นครรลองของประชาธิปไตยแบบไทยที่มีมานานก่อนยุคคสช.ว่า การดูดส.ส.ไม่ใช่ครรลองของประชาธิปไตยแบบไทย แต่อาจเป็นการใช้ทุกสรรพกำลังอำนาจที่มีอยู่แต่เพียงผู้เดียว กดดัน บีบบังคับให้นักการเมืองยอมศิโรราบเข้าให้การสนับสนุนด้วยสารพัดข้อต่อรองหรือไม่   พล.อ.ประยุทธ์ ยึดอำนาจเข้ามาโดยกปปส.และเครือข่ายสร้างเงื่อนไขหาเหตุต้องปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง จนคนกวักมือเรียกให้ทหารมาปฏิวัติทุกวันนี้ยังทะเลาะกันไม่เลิก ผ่านไป 4 ปี ปฏิรูปยังไง ย้อนยุคกลับไปเป็นการเมืองโบราณ ไม่สร้างสรรค์ พูดกลับไปกลับมา แม้ประชาชนพยายามจะเชื่อแต่ก็ไม่รู้จะเลือกเชื่อท่อนไหน การรับสภาพว่าไม่มีทางเลือกต้องกลับไปดูดนั้น แปลว่าการปฏิรูปไม่มีอะไรที่เป็นความก้าวหน้าหรือไม่ หรือเหตุผลที่ใช้อ้างเพื่อยึดอำนาจ แท้จริงแล้วเป็นเพียงข้ออ้างที่จะเข้าสู่อำนาจโดยไม่ผ่านการเลือกตั้ง และเมื่อเข้ามาแล้วก็กระทำการทุกวิถีทางเพื่อการสืบทอดอำนาจเอาไว้ให้นานที่สุดหรือไม่

     "คสช.มีเครื่องมือ มีองคาพยพ มีงบประมาณ ทำอะไรได้ทุกอย่าง และไม่เคยกลัวใคร แต่กลัวอย่างเดียว คือกลัวการเลือกตั้งหรือไม่ ไม่แปลกใจเลยที่นักการเมืองน้ำดีมีมาก แต่ที่ไปดูดมาแต่ละกลุ่ม แต่ละคนสภาพก็อย่างที่เห็น ก็สะท้อนกฎของแรงดึงดูด สิ่งที่เหมือนกันจะมีแรงดึงดูดเข้าหากัน ท่านต้องตั้งคำถามทำไมนักการเมืองคุณภาพ นักการเมืองน้ำดีไม่ไปอยู่กับท่าน ทำไมที่ดูดมาจึงมีสภาพแบบนั้น เพราะนักการเมืองน้ำดีเขาคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนหรือข้อต่อรองเฉพาะหน้าที่ไม่ยั่งยืน ประชาชนรอว่าเมื่อไหร่ปฏิบัติการดูดจะเสร็จสิ้น หรือต้องรออะไรในการเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตย เมื่อไหร่จะมีการเลือกตั้ง เมื่อไหร่จะยกเลิกข้อห้ามพรรคการเมืองทำกิจกรรม ปลดล็อกทางการเมือง ยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ 53/60 ยกเลิกข้อห้ามการชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คน" นายอนุสรณ์ กล่าว

จาตุรนต์ยก 10 เหตุผลค้าน

     ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวถึงเหตุผลที่พรรคการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยต้องต่อต้านคสช.สืบทอดอำนาจไม่สนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรีในการเลือกตั้งครั้งหน้าว่า อนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่ว่าประชาชนจะสนับสนุนการสืบทอดอำนาจของคสช.หรือไม่ สนับสนุนนายกฯ คนนอกหรือไม่ ทั้งนี้เหตุผลที่ไม่ควรสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้งอีก ก็เพราะพล.อ.ประยุทธ์ ได้ทำสิ่งต่างๆ ไว้ดังต่อไปนี้ 1.เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดสร้างเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหาร 2.เป็นผู้นำในการทำรัฐประหาร ทำให้ประเทศถอยหลังและเกิดความเสียหายใหญ่หลวงตามมาโดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ 3.เลื่อนการเลือกตั้งครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้ไม่เป็นที่เชื่อถือในสายตาชาวโลกและชาวไทย 4.ทำให้เกิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและเป็นการวางระบบสืบทอดอำนาจเผด็จการยาวนาน

    นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า 5.ไม่ปฏิรูปใดๆ แต่กลับวางยุทธศาสตร์และแผนปฏิรูปที่ล้าหลัง และให้มีผลไปอีกยาวนาน 6.ทำลายพรรคการเมืองและระบบพรรคการเมืองเพียงเพื่อประโยชน์ในการสืบทอดอำนาจของตนเอง 7.ใช้งบประมาณอย่างฟุ่มเฟือย หวังผลในการปูทางไปสู่การเป็นรัฐบาล โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองหรือไม่ 8.จำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนและสื่อมวลชน ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียง ไม่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลการทำงานของรัฐบาลได้ 9.ทำลายระบบในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นจนอ่อนแอไม่มีประสิทธิภาพ ไม่มีอิสระ ไม่เป็นกลางและไม่เป็นที่เชื่อถือ ทำงานอย่างลูบหน้าปะจมูก และ 10.จากหลายข้อข้างต้นและการขาดความรู้ความสามารถในการบริหารประเทศทำให้เศรษฐกิจเสียหาย ประชาชนทำมาค้าขายไม่ได้ เดือดร้อนไปทั่ว และอาจเสียหายไปอีกยาวนาน หากปล่อยให้ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ หลังการเลือกตั้งและสืบทอดอำนาจต่อไปยาวนาน ปัญหาต่างๆ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ กับพวกได้สร้างไว้ย่อมไม่ได้รับการแก้ไข ขอต่อต้านคสช.สืบทอดอำนาจ

อัดขัดคำพูดที่สัญญาไว้กับปชช.

     ขณะที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรมช.คมนาคม แกนนำพรรคเพื่อไทย ภาคอีสาน และ จ.นครราชสีมา กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีระบุการดูดส.ส.ของพรรค คสช.เป็นเรื่องปกติตามครรลองระบอบประชาธิปไตยนั้นว่า ถือเป็นสิทธิที่ พล.อ.ประยุทธ์ จะแสดงความคิดเห็นได้ แต่มองว่าการกระทำลักษณะนั้นเป็นการเมืองแบบเก่าไม่ใช่มิติใหม่ที่คนไทยคาดหวัง ซึ่งที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ ออกมาย้ำกับประชาชนคนไทยตลอดว่าจะคืนความสุขให้ประชาชนด้วยการปฏิรูปการเมืองไทยใหม่และไม่อยากให้นักการเมืองระบบเก่าๆ เข้ามาสู่รัฐสภาอีก แต่วิธีการที่ทำอยู่ในปัจจุบันตรงกันข้ามกับที่นายกฯ พูดโดยสิ้นเชิง ซึ่งก็เชื่อว่า ณ วันนี้ประชาชนก็อยากจะเห็นโฉมหน้าการเมืองใหม่ที่จะเป็นความหวังในการแก้ปัญหาของประเทศได้

     ต่อข้อถามกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จะลงพื้นที่ จ.บุรีรัมย์ ในเร็ววันนี้เป็นการหาเสียงและจะแสดงพลังให้เห็นว่าสามารถรวบรวมอดีตส.ส.จากหลายพรรคเข้ามาร่วมกับพรรคคสช.ได้นั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า ถือเป็นสิทธิของอดีตส.ส.ที่จะไปร่วมต้อนรับนายกรัฐมนตรี แต่สำหรับอดีต ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยเท่าที่ตรวจสอบล่าสุดไม่มีใครไปร่วมงานดังกล่าว โดยเฉพาะอดีตส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.นครราชสี มาทั้ง 10 คน ก็ยังอยู่กันครบไม่มีใครย้ายไปไหน อีกทั้งยังมีนักการเมืองหน้าใหม่ทั้งนักธุรกิจ คนรุ่นใหม่และอดีตข้าราชการบำนาญที่เคยสร้างคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติแสดงความประสงค์เตรียมจะลงสมัครส.ส.ในนามพรรคเพื่อไทยอีกหลายคนซึ่งพรรคเพื่อไทยจะเปิดตัวได้ก็ต่อเมื่อคสช.อนุญาตให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมได้

ไม่หวั่นอนุทินส่งส.ส.ลงแข่ง

    ส่วนกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยประกาศความพร้อมจะส่งผู้สมัครส.ส.ใน จ.นครราชสี มาทั้ง 14 เขตเลือกตั้งนั้น นายประเสริฐ กล่าวว่า ถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นทางเลือกของชาวโคราชในส่วนของพรรคเพื่อไทยก็มีความพร้อมที่จะส่งผู้สมัครส.ส.ทั้ง 14 เขตไว้แล้วเช่นกัน และยังเตรียมผู้สมัครส.ส.ระบบไพรมารีโหวตไว้อีกด้วย ฉะนั้นทั้งความเคลื่อนไหวพลังดูดส.ส.ของพรรคคสช.และการประกาศความพร้อมของหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยก็ไม่ได้ส่งผลกระทบหรือสร้างความหวั่นไหวต่ออดีตส.ส.พรรคเพื่อไทยและฐานเสียงของพรรคเพื่อไทยใน จ.นครราชสีมา แต่อย่างใด

   ในขณะเดียวกันอดีตส.ส.ของพรรคก็ลงพื้นที่เตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาและพรรคก็เตรียมที่จะประกาศนโยบายหาเสียงที่จับต้องได้และแก้ปัญหาให้ประชาชนได้อย่างแท้จริงนำเสนอเมื่อถึงเวลา ซึ่งที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยก็ได้สร้างผลงานให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ตามที่หาเสียงกับประชาชนเอาไว้ ฉะนั้นจึงมั่นใจว่าเดิมที่นั่ง ส.ส.ของพรรคเพื่อไทยใน จ.นครราชสีมา เลือกตั้งล่าสุดปี 2554 เรามี 10 ที่นั่ง การเลือกตั้งครั้งต่อไปพรรคเพื่อไทยใน จ.นครราชสีมา จะได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนไม่น้อยกว่าเดิมแน่นอน

"วาดะห์"แฉพลังดูด โดน คสช.กดดัน
ส่ง จนท.ตั้งด่านหน้าบ้านวันนอร์



อัดอดีตส.ส.ไหลตามพลังดูด

     นายสามารถ แก้วมีชัย อดีตส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย (พท.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวหัวข้อให้เกียรติประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจการปกครองประเทศบ้าง โดยระบุว่า "ช่วงนี้มีข่าวความเคลื่อนไหวของอดีตส.ส.และกลุ่มการเมืองขยับปรับเปลี่ยนไปอยู่พรรคโน้นพรรคนี้มาก อาจเป็นเพราะคำสั่ง คสช. ที่ 53/2560 ที่กำหนดให้สมาชิกพรรคที่สังกัดแต่ละพรรคต้องยืนยันการเป็นสมาชิกพรรคภายในวันที่ 30 เมษายนนี้ จึงมีการจับจ้องกันเป็นพิเศษว่าอดีต ส.ส.ของแต่ละพรรคใครยืนยันหรือไม่ยืนยันจะอยู่กับพรรคเดิมหรือไม่ เมื่อพ้นวันที่ 30 เมษายน แล้วถ้าไม่ยืนยันก็ถือว่าขาดจากการเป็นสมาชิกพรรคเดิมโดยไม่จำเป็นต้องยื่นหนังสือลาออกอย่างที่บางคนทำ (แก้เกี้ยว)

    นายสามารถ ระบุต่อว่า ประเด็นที่พูดกันมากเหมือนจะบอกว่า การไม่อยู่กับพรรคเดิม มีปัจจัยเรื่องอื่นเข้ามาเป็นตัวแปรด้วย เช่น มีอำนาจพิเศษมากดดัน หรือมีการแลกเปลี่ยนด้วยอามิสสินจ้างตามที่สื่อต่างๆ เรียกว่ามีพลังดูดถ้าเกิดกรณีดังกล่าวจริงพอเข้าใจได้ เพราะนักการเมืองส่วนหนึ่งเข้ามาทำการเมืองเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจของตน ของกลุ่มหรือครอบครัวเป็นหลัก พวกนี้ไม่คิดอะไรอยู่ตรงไหน อยู่กับใครแล้วได้ประโยชน์ในธุรกิจเขาก็ไป อีกพวกมีชนักปักหลัง กำลังถูก ป.ป.ช.ดำเนินการตรวจสอบพฤติกรรมในอดีตเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็หวังจะได้ผ่อนหนักเป็นเบาได้บ้าง จึงยอมตามผู้มีอำนาจ

    "ดีเหมือนกันครับ จะได้รู้ได้เห็นว่าใครเป็นใคร มีที่มาที่ไปมีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร ใครเข้ามาในการเมืองเพื่อประโยชน์ของประชาชน หรือเพื่อประโยชน์ตนมากกว่าถึงวันเลือกตั้ง ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจการปกครองประเทศที่แท้จริงจะเป็นผู้พิพากษาว่านักการเมืองคนไหน พรรคไหนที่เขาควรมอบความไว้วางใจให้ ใครควรถูกเขี่ยออกจากเวทีการเมืองดังนั้นจะเคลื่อนไหวหรือจะทำอะไรก็ขอให้เกียรติประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจการปกครองประเทศกันบ้างครับ" นายสามารถระบุ

"วาดะห์"แฉพลังดูด โดน คสช.กดดัน
ส่ง จนท.ตั้งด่านหน้าบ้านวันนอร์





เสี่ยติ่งยันไม่ยึดโยงกลุ่มใด

     เมื่อเวลา 13.00 น. ที่โรงแรมมิลาเคิล แกรนด์ นายสัมพันธ์ เลิศนุวัฒน์ อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะแกนนำผู้จัดตั้งพรรคพลังพลเมืองไทย (พพพ.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมใหญ่พรรค พพพ. ว่าวันนี้สมาชิกเราเกินกว่า 500 คนแล้ว เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด วันนี้ก็คึกคักพอสมควร ทั้งนี้วันนี้จะเป็นการรับรองข้อบังคับพรรค นโยบายพรรคซึ่งต้องยึดโยงกับยุทธศาสตร์ 20 ปีที่รัฐบาลกำหนด และที่สำคัญคือเลือกคณะกรรมการบริหารพรรค ซึ่งวันนี้ดูแล้วสมาชิกอยากให้ตั้งให้ครบเลยทั้ง 35 ตำแหน่ง ทั้งนี้ นโยบายหลักของพรรคมีทั้งหมด 3 ประการ คือ 1.ต้องเทิดทูนสถาบันของชาติ และสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.พยายามสร้างความปรองดอง และความสามัคคีของคนในชาติ และ 3.การลดความเหลื่อมล้ำของคนไทย

    เมื่อถามว่าพรรคจะไม่ประกาศว่าเป็นพรรคของขั้วรัฐบาลเก่าหรือขั้วรัฐบาลใหม่ใช่หรือไม่ นายสัมพันธ์ กล่าวว่า เป็นของพี่น้องประชาชนทุกคนที่มารวมกันวันนี้ ดังนั้นจะไม่ยึดโยงว่ากลุ่มใด พรรคใดที่จะเข้ามาบริหารหลังจากเลือกตั้ง หรือใกล้เลือกตั้งแล้วเราค่อยมาหาข้อสสรุปกัน ทั้งนี้ พรรคเราคงไม่ขนาดได้ส.ส.เป็นอันดับ 1 อยู่แล้ว เราต้องการส.ส.ที่พอจะเสนอกฎหมายได้ก็พอใจแล้ว

ชี้ดูดนัการเมืองเป็นเรื่องปกติ

     เมื่อถามถึงจุดยืนในการเสนอชื่อนายกฯ นายสัมพันธ์ กล่าวว่า อย่างที่บอกเป็นคนดี มีคุณธรรม เห็นแก่ประเทศชาติเป็นหลัก ดูแลความเหลื่มล้ำของประชาชนทั่วไป ซึ่งเราไม่ปฏิเสธหากจะมีการเสนอใครขึ้นมาเป็นนายกฯ ใครมีสิทธิตามธรรมนูญก็เป็นนายกฯ ได้ หากมีเสียงข้างมากในสภาคนนั้นก็เป็น ซึ่งพรรคเราก็อาจมีส่วนเป็นทั้งเสียงข้างมาก หรือเป็นส่วนหนึ่งในเสียงข้างน้อยก็ได้ในสภา แต่ถามถึงความจริงใจและความจริงจังในการทำงานของเราอยากเป็นฝ่ายตรวจสอบมากกว่า

    ส่วนที่ถามถึงพลังการดูดนักการเมือง นายสัมพันธ์ กล่าวว่า มองว่าเป็นเรื่องปกติ เหมือนที่นายกฯ บอกว่ามีมาหลายสมัยแล้วเคยทำพรรคการเมืองมาหลายพรรค ช่วงที่ทำพรรคสามัคคีธรรมก็มีคนมาเชิญชวน แต่สมัยนั้นเขาคงไม่เรียกว่าดูด แต่อาจจะเรียกว่ามาเชิญชวน ตนฟังดูก็เป็นเรื่องที่สนุกสนาน ไม่ได้ซีเรียสอะไร เป็นเรื่องปกตอของคนที่ทำพรรคที่จะต้องดึงคนที่มีโอกาสเป็น ส.ส.เข้ามาในพรรคเพื่อให้ได้ ส.ส.มากที่สุด ซึ่งพรรคเราก็คงต้องดึงเหมือนกัน แต่ไม่อยากใช้คำว่าดูด ทั้งนี้ก็ต้องเชิญชวน ทั้งนี้มองว่าด้วยกฎหมายใหม่มองว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงโยกย้ายไม่เกิน 5% ถือว่าน้อย เพราะส.ส.ทุกคนที่ตนรู้จักมีอุดมการณ์ คนที่จะเปลี่ยนแปลงย้ายพรรคนั้นมองว่ามีความจำเป็นเท่านั้นเอง เพราะหากไม่มีความจำเป็นเขาก็ต้องอยู่ที่เดิม

"วาดะห์"แฉพลังดูด โดน คสช.กดดัน
ส่ง จนท.ตั้งด่านหน้าบ้านวันนอร์



(ภาพจากอินสตาแกรมโอ๊ค พานทองแท้)




"โอ๊ค"โพสต์รูปแม้ว-ปูเหน็บพลังดูด

    ขณะเดียวกันมีรายงานว่า นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย โพสต์ข้อความและรูปภาพในไอจี เป็นภาพ 2 อดีตนายกรัฐมนตรี กับแก้วกาแฟพร้อมเขียนแคปชั่นเกี่ยวกับการดูด โดยรูปแรกนายพานทองแท้ได้โพสต์รูปภาพนายทักษิณ พร้อมข้อความระบุว่า พ่อกับอานั่งว่างๆ ระหว่างรอเครื่องบิน #กาแฟร้อนต้องใช้หลอดดูด #ยังไงหน้าก็ไม่หาย #สวยหล่อเหมือนเดิม #สภากาแฟ

"วาดะห์"แฉพลังดูด โดน คสช.กดดัน
ส่ง จนท.ตั้งด่านหน้าบ้านวันนอร์

(ภาพจากอินสตาแกรมโอ๊ค พานทองแท้)

องอาจชี้ดูดส.ส.ขัดเจตนารมณ์

     ส่วนนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุว่าการดูดส.ส.เป็นไปตามครรลองประชาธิปไตยของไทยตลอดมา ว่าการดูดส.ส.คงไม่ใช่ครรลองประชาธิปไตยของไทยตามที่นายกฯ กล่าวอ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเองและให้คนในรัฐบาล เพราะการดูดส.ส. ของคนในรัฐบาลที่กำลังทำอยู่ขณะนี้มีการต่อรองเรื่องผลประโยชน์ตอบแทนให้ทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อหวังให้คนเหล่านี้มาอยู่กับพรรคการเมืองที่กำลังจัดตั้งขึ้นในการสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ ให้มีโอกาสเป็นนายกฯ หลังจากการเลือกตั้งทั่วไป การที่คนในรัฐบาลกำลังเคลื่อนไหวใช้อำนาจหน้าที่ของการเป็นรัฐบาลและใช้ผลประโยชน์ต่างๆ มอบให้ในการเจรจาต่อรองดูดส.ส.มาเข้าพรรคการเมืองที่กำลังจัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้งหลังการเลือกตั้ง น่าจะเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม และขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจนว่า ถ้าคสช. รัฐมนตรี และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประสงค์จะสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกต้องพ้นจากตำแหน่งคสช. รัฐมนตรี และสนช. ภายใน 90 วันนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ สาเหตุที่รัฐธรรมนูญบัญญัติเช่นนี้เพราะเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไม่ต้องการให้คสช. รัฐมนตรี และสนช. ใช้อำนาจหน้าที่เพื่อเอื้อประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

อัดนายกฯเล่นการเมืองแบบเก่า

     "ถึงแม้คนในรัฐบาลจะไม่ไปสมัครส.ส. ในการเลือกตั้งครั้งหน้าแต่การใช้สถานะของความเป็นรัฐมนตรีดูดอดีตส.ส. เพื่อให้มาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. แล้วมาหนุนพล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ ต่อไปอีกสมัยจึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นการดำเนินการที่ไม่เหมาะสมและขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ท่านนายกฯ ประกาศอยู่ตลอดเวลาว่าอยากเห็นการเมืองไทยพัฒนาดีขึ้น อยากเห็นการเมืองแบบใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วม อยากเห็นการเมืองที่มีธรรมาภิบาล เคารพหลักนิติรัฐ นิติธรรม แต่สิ่งที่ท่านนายกฯ และคนในรัฐบาลกำลังทำอยู่ขณะนี้ด้วยการดูดส.ส.เพื่อสืบทอดอำนาจไม่ใช่การเมืองแบบใหม่อย่างที่ท่านนายกฯ เคยพูดไว้อย่างแน่นอน แต่เป็นการเมืองแบบเก่าย้อนยุคเหมือนในอดีตที่ทหารยึดอำนาจด้วยการปฏิวัติรัฐประหารแล้วต้องการสืบทอดอำนาจ ก่อตั้งพรรคการเมืองดูด ส.ส.มาหนุนตนเองให้เป็นใหญ่ต่อไปเหมือนกับยุคจอมพล.ป พิบูลสงคราม ก็มีพรรคเสรีมนังคศิลา ยุคจอมพลถนอม กิตติขจร ก็มีพรรคสหประชาไทย ยุคพล.อ.สุจินดา คราประยูร ก็มีพรรคสามัคคีธรรม

     นายองอาจกล่าวอีกว่า วันนี้มาถึงพล.อ.ประยุทธ์ ยึดอำนาจปฏิวัติรัฐประหารยังทำการเมืองแบบเก่าเพื่อสืบทอดอำนาจ แถมยังมีการดำเนินการที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอีกด้วย ดังนั้นการดูดส.ส. เพื่อต่อท่ออำนาจย่อมไม่เป็นผลดีต่อการพัฒนาการเมืองไทย และระบอบประชาธิปไตยโดยรวมอย่างที่ท่านนายกฯ เคยพูดไว้แต่อย่างใด แต่จะกลายเป็นปมปัญหาต่อการพัฒนาระบบประชาธิปไตยและขยายปัญหาให้เพิ่มขึ้นต่อไปในอนาคตอีกด้วย" นายองอาจกล่าว

"วาดะห์"แฉพลังดูด โดน คสช.กดดัน
ส่ง จนท.ตั้งด่านหน้าบ้านวันนอร์

 



ห่วงเลือกเหมือนเดิมไม่เป็นปชต.

     นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดี วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต และผอ.สถาบันปฏิรูปประเทศไทย (สปท.) กล่าวว่า ไม่แปลกใจที่โพลล์หลายสำนักสะท้อนคล้ายๆ กันว่าแม้จะเห็นด้วยที่จะมีการเลือกตั้งตามโรดแม็พ แต่ก็ไม่เชื่อมั่นว่าหลังเลือกตั้งสถานการณ์บ้านเมืองจะดีขึ้น โดยเฉพาะการจัดระเบียบจัดขั้วของกลุ่มก้อนและพรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่ในขณะนี้ถูกมองว่าเป็นคนที่สร้างปัญหาและทำให้การเมืองล้มเหลวซ้ำซาก อีกทั้งประชาชนยังไม่เห็นนวัตกรรมใหม่ ยังพบการดูดกวาดต้อน ย้ายข้างสลับขั้ว เปลี่ยนพรรคกันไปมากลุ่มการเมืองใหม่ๆ ก็ยังถูกมองว่าเป็นแค่นอมินีหรือลับลวงพรางอำนาจเก่า ทำให้ความคาดหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นคำตอบสุดท้ายของการเมืองไทยน้อยลง

     นายสุริยะใส กล่าวว่า ถ้าพรรคการเมืองโหมกระแสต้านคสช.และชูการเลือกตั้งเป็นคำตอบ ก็ต้องมีนวัตกรรมใหม่ๆ ทางการเมือง เช่น การเปิดตัวคนใหม่ๆ ความคิดใหม่ๆ รูปแบบกลไกพรรคใหม่ๆ พูดง่ายๆ ทุกพรรคทั้งเก่าและใหม่ต้องแข่งกันเสนอนวัตกรรมการเมืองใหม่ๆ เพราะเดิมพันสูงกว่าการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา ยิ่งบางพรรคเสนอสูตรให้ประชาชนเลือกพรรคเอาทหารกับไม่เอาทหารหรือเอาพรรคประชาธิปไตยหรือฝ่ายเผด็จการ ยิ่งเป็นสูตรการเมืองที่ซ้ำเติมความแตกแยก ใช้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นแค่เหยื่อหรือตัวประกันของนักเลือกตั้งเท่านั้น แพ้ชนะก็ไม่ได้แก้ปัญหาประเทศอย่างแท้จริง

     "ถ้าวาระการเลือกตั้งครั้งนี้กลายเป็นสภาวะที่ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งต้องเลือกระหว่างพรรคที่เลวน้อยที่สุดกับพรรคที่เลวมากที่สุด การเลือกตั้งครั้งนี้ก็ไม่สามารถเปลี่ยนผ่านการเมืองไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริงได้" นายสุริยะใส กล่าว

"วาดะห์"แฉพลังดูด โดน คสช.กดดัน
ส่ง จนท.ตั้งด่านหน้าบ้านวันนอร์




สภาเปิดฟังความเห็นเข้าชื่อเสนอก.ม.

     วันเดียวกัย นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้จัดทำร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ...เพื่อรองรับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา 133 (3) และมาตรา 256 (1) ที่บัญญัติให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งชื่อเสนอกฎหมายและบัญญัติขอแก้ไขเพิ่มเติมของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ประกอบกับมาตรา 258 ค. ด้านกฎหมาย (4) ให้มีกลไกช่วยเหลือประชาชนในการจัดทำและเสนอร่างกฎหมาย และโดยที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 เห็นชอบแนวทางการจัดทำและการเสนอร่างกฎหมายตามบทบัญญัติมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและเห็นชอบหลักเกณฑ์ในการตรวจสอบความจำเป็นในการตราพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)

    เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรกล่าวต่อว่า ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและมติครม. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร จึงได้กำหนดให้มีการรับฟังความคิดเห็นร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ....โดยมีวิธีการรับฟังความคิดเห็น 2 ช่องทาง ดังนี้ 1.การรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร www.parliament.go.th และเว็บไซต์การรับฟังกฎหมายของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม www.lawamendment.go.th โดยมีกำหนดระยะเวลารับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน9 พฤษภาคม 2561 ผู้สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นโดยเขียนลงในแบบแสดงความคิดเห็นออนไลน์บนเว็บไซต์ดังกล่าว 2.การส่งแบบสอบถามไปยังผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้วิเคราะห์และส่งหนังสือพร้อมแบบสอบถามไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องกับร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ.... ผู้ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้รับหนังสือและแบบสอบถามความคิดเห็นสามารถส่งความคิดเห็นได้ระหว่างวันที่ 20 เมษายน9 พฤษภาคม 2561 และส่งทางไปรษณีย์ตอบรับตามที่อยู่ "สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เลขที่ 2 ถนนอู่ทองใน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร 10300 (กลุ่มงานเข้าชื่อเสนอกฎหมาย สำนักการประชุม) โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

จี้ "บิ๊กตู่" เร่งกรมศุลฯแจงนาฬิกาหรู

     ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตส.ว. กล่าวว่า ตามที่ได้ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2561 เพื่อขอให้ตรวจสอบการนำเข้านาฬิกาของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดำเนินการชำระภาษีถูกต้องตามขั้นตอนของกรมศุลกากรหรือไม่ จากนั้นสำนักงานปลัดกระทรวงการคลังได้ส่งหนังสือที่ กค 0203.4/6561 ลงวันที่ 24 เมษายน 2561 มาถึงตนโดยแจ้งว่าได้ประสานส่งเรื่องให้กรมศุลกากรเพื่อพิจารณาดำเนินการ ตรวจสอบเรื่องการชำระภาษีนำเข้านาฬิกาของพล.อ.ประวิตร และได้แจ้งผลมาถึงตนแล้ว แต่ปรากฏว่ายังไม่ได้รับทราบผลจากกรมศุลทั้งที่เวลาผ่านมา 3 เดือนนับตั้งแต่ยื่นเรื่องถึงนายกฯ จึงคิดว่าเรื่องนี้อาจมีปัญหาในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการประจำเกิดที่ต้องไปขอข้อมูลเพื่อตรวจสอบเรื่องภาษีจากพล.อ.ประวิตร ซึ่งเป็นบุคคลที่มีตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐมนตรีและคสช. ดังนั้นขอให้นายกฯ กำชับสั่งการให้กรมศุลฯ แถลงความคืบหน้าการตรวจสอบเรื่องนี้ต่อสาธารณชนว่าตรวจสอบการจัดเก็บภาษีไปถึงขั้นตอนใด และขอให้พล.อ.ประวิตร เปิดเผยด้วยว่ากรมศุลฯ ได้มาขอข้อมูลเรื่องนาฬิกาหรูแล้วจริงหรือไม่ และข้อมูลที่ให้สอดคล้องกับที่ให้ข้อมูลต่อกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หรือไม่

     นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า หากกรมศุลฯ ตรวจสอบแล้วขอให้แจ้งต่อสาธารณชนถึงมูลค่าของนาฬิกาแต่ละเรือน นำเข้ามาโดยการสำแดงถูกต้องหรือไม่ มีการแจ้งราคา CIF เท่าใด เสียภาษีนำเข้าพิกัดใด ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีอื่นเท่าใด ถ้าไม่มี รายได้แผ่นดินที่ขาดหายไปจะเป็นจำนวนเท่าใด ต้องคิดเบี้ยปรับและต้องคิดเงินเพิ่มเท่าใด อย่างไรก็ตามไม่ว่าเรื่องนี้ ป.ป.ช.จะดำเนินการหรือยังไม่ดำเนินการแต่เรื่องภาษีซึ่งเกี่ยวกับเงินแผ่นดิน เป็นรายได้ของแผ่นดิน มิอาจละเว้นการตรวจสอบได้

(ข่าวหน้า1นสพ.คมชัดลึก)