เมื่อต้นปีผ่านมา ทั้งสองชาติมีการกระชับความสัมพันธ์มากขึ้นในงานโอลิมปิกฤดูหนาว 2018 เกาหลีเหนือมีการเข้าร่วมแข่งขันกีฬาโอลิมปิก และส่งนักกีฬาฮอกกี้หญิงมาร่วมทีมเดียวกันกับนักกีฬาของเกาหลีใต้ภายใต้ธงรวมชาติ พร้อมส่งตัวน้องสาวผู้นำเกาหลีเหนือ ชื่อ คิม โยจอง มาร่วมพิธีเปิดโอลิมปิกด้วย
หลังจากนั้นก็มีการส่งนักร้องชาวเกาหลีใต้ไปแสดงในเกาหลีเหนือเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี และผู้นำคิม จองอึน ก็มีการถ่ายภาพร่วมกันกับนักร้อง ซึ่งอาจารย์ไชยวัฒน์ชี้ว่า ทำให้เห็นภาพว่าผู้นำเกาหลีเหนือเองก็ไม่ได้ดูเป็นยักษ์เป็นมารตามที่ชาติตะวันตกกล่าวหา
"ตอนสมัยที่คิม จองอิล รุ่นพ่อยังอยู่ เชิญประธานาธิบดีบิล คลินตันมาเกาหลีเหนือ แต่คลินตันส่งรัฐมนตรีต่างประเทศ นางแมเดอลีน อัลไบรท์ มาตอนปี 2000 แล้วได้พบกับคิม จองอิล เธอบอกว่าเธอรู้สึกประทับใจที่ผู้นำเกาหลีเหนือเป็นคนมีเหตุมีผล รอบรู้ความเป็นไปของโลก สามารถทำงานร่วมกันได้ Do business as usual กันได้ ก็กลับไปจะให้คลินตันมาเอง แต่ก็ถูกฝ่ายอนุรักษนิยมของฝั่งการเมืองโจมตีว่าไปอ่อนข้อให้เกาหลีเหนือ ผู้นำเผด็จการ เราต้องไม่ลืมว่าสื่อตะวันตกวาดภาพผู้นำเกาหลีเหนือตั้งแต่รุ่นปู่จนถึงรุ่นปัจจุบันว่าเป็นตัวร้ายกาจ"
อาจารย์ไชยวัฒน์เชื่อว่าถ้าการเจรจาสันติภาพเพื่อหาข้อตกลงเป็นไปด้วยความจริงใจของทั้งสองฝ่ายก็คงแก้ปัญหาได้ แต่ที่ผ่านมามีเหตุหลายประการที่ต่างฝ่ายต่างบิดเบือนไม่ทำตามข้อตกลง มีการอ้างและโยนความผิดให้กันและกันทั้งคู่ ทำให้ปัญหาความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลีมีความผันผวนอยู่เสมอ
สำหรับการเจรจาสันติภาพล่าสุดที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 27 เมษายน ที่จะมาถึง อาจารย์ไชยวัฒน์มองว่าเป็นความต้องการที่เกาหลีเหนือแสดงออกมาตั้งนานแล้วว่าต้องการเจรจา และต้องการแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นนโยบายที่ผู้นำเกาหลีเหนือคนปัจจุบันให้ความสำคัญ ขณะเดียวกันฝั่งเกาหลีเหนือเองก็มีอำนาจต่อรองมากขึ้นเพราะตนเองมีความสามารถและศักยภาพในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
อาจารย์ไชยวัฒน์วิเคราะห์ว่าการเจรจาที่กำลังจะเกิดน่าจะมีแถลงการณ์การยุติสงครามพร้อมข้อตกลงบางประการไม่ต่างจาก 2 ครั้งแรกก่อนหน้า สิ่งที่น่าจะจับตามองมากกว่าคือท่าทีหลังจากการทำข้อตกลงว่าทั้งสองฝ่ายจะไม่ทำผิดหรือละเมิดข้อตกลงนี้
"ไม่สามารถสรุปได้ว่าจะออกมาแบบไหนโดยที่ทั้งสองฝ่ายพอใจ แต่ผมมองว่าครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดี ถ้าเจรจาแล้วสำเร็จ ก็จะเป็นแรงกดดันต่อสหรัฐ ด้วยว่าขนาดเกาหลีทั้งสองชาติยังอยู่ด้วยกันได้ สหรัฐจะมากดดันอะไรอีก สหรัฐจะจริงใจมากน้อยแค่ไหน มีความจำเป็นไหมในการมีอำนาจในคาบสมุทรเกาหลี แต่ดูท่าทีทรัมป์เขาก็บอกว่าไม่อยากคาดหวัง ถ้าไม่สำเร็จก็เลิกเจรจา ถึงอย่างไรคราวนี้ถ้าสหรัฐเกิดเบี้ยวสัญญาขึ้นมา เกาหลีเหนือซึ่งผลิตนิวเคลียร์ได้แล้วก็คงกลับไปทำอีก" และสถานการณ์ความขัดแย้งในคาบสมุทรเกาหลีก็จะวนเวียนกลับไปซ้ำรอยเดิม
คอลัมน์ - รู้ลึกกับจุฬา