ขณะที่ ชนาธิป สุรชัยสิทธิกุล นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย เผยว่าขณะนี้มีแผนให้สมาชิกของสมาคมรวมกลุ่มกันตั้งบริษัท เพื่อร่วมลงทุนกับบริษัทต่างชาติที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงให้เข้ามาร่วมลงทุน เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี ยกระดับจากผู้ผลิตชิ้นส่วนไปสู่การเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ที่ทันสมัย โดยปัจจุบันสมาคมมีสมาชิก 528 ราย กว่า 80% เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ รองลงมาเป็นการผลิตชิ้นส่วนโลหะต่างๆ ยาง โพลิเมอร์ และอุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ยังได้นำร่องตั้งบริษัท เมดิก้า เทคโนโลยี จำกัด เพื่อผลิตสินค้าในกลุ่มอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยการรวมกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วน 3 ราย ลดทุนสัดส่วน 30% บริษัทฝ่ายขาย 1 ราย ลงทุน 30% และบริษัทผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ชั้นนำระดับโลกจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 1 ราย ลงทุน 40% เพื่อผลิตเครื่องกระตุ้นหัวใจ และในอนาคตจะขยายไปผลิตอุปกรณ์อื่นๆ อีกด้วย
นายกสมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทยเผยต่อว่า จะใช้โมเดลการพัฒนาในรูปแบบนี้ขยายไปให้ครอบคลุมทั้ง 11 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายของรัฐบาล เช่นอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ อุตสาหกรรมดิจิทัล อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หรือรถยนต์ไฟฟ้า เป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญ เพราะสมาชิกของสมาคมกว่า 80% เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ซึ่งในปัจจุบันมีแนวโน้มไปในทิศทางรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น หากผู้ผลิตชิ้นส่วนไม่ปรับตัวไปผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้า ก็จะทำธุรกิจได้ยาก
"ในขณะนี้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์รับออเดอร์ผลิตชิ้นส่วนตามแต่โรงงานผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นกำหนด ซึ่งจะมีจำนวนชิ้นงานมาก แต่กำไรน้อย และผู้ประกอบการส่วนใหญ่ก็พอใจในระบบการผลิตแบบนี้ เพราะมีความปลอดภัยไม่ต้องรับความเสี่ยงมากมาย แต่หากไม่ปรับตัวในอนาคตก็จะอยู่ได้ยาก จึงจำเป็นต้องรวมกลุ่มผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญ ประกอบเป็นสินค้าที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เพื่อยืนอยู่ในธุรกิจนี้ได้ในระยะยาวด้วย จึงเห็นว่าควรจะเริ่มต้นผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญก่อน เช่น มอเตอร์ขับเคลื่อนรถยนต์ไฟฟ้า เนื่องในประเทศไทยมีผู้ผลิตชิ้นส่วนที่มีความพร้อม ซึ่งจะออกไปมองหาผู้ร่วมทุนต่างชาติที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยี เข้ามาร่วมลงทุนผลิตกับผู้ประกอบการไทย ซึ่งแผนงานหลังจากนี้ สมาคมจะเป็นผู้กำหนดทิศทางการรวมกลุ่มตั้งบริษัท ซึ่งจะนำสมาชิกมาร่วมลงขันตั้งบริษัทผลิตสินค้าทั้ง 11 กลุ่มอุตสาหกรรมกับผู้ผลิตที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งจะเป็นแนวทางให้การพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของรัฐบาล เดินหน้าได้อย่างรวดเร็ว" ชนาธิปกล่าวย้ำ
ด้าน รศ.ดร.ชิต เหล่าวัฒนา กรรมการคัสเตอร์ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทย ในฐานะผู้ก่อตั้งและที่ปรึกษาสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม(ฟีโบ้) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวยอมรับว่าในอนาคตอันใกล้ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์จะเข้ามามีบทบาทในอุตสาหกรรมของไทยมากขึ้น โดยเฉพาะอุตสาหกรรมรับช่วงการผลิต เนื่องจากปัจจัยด้านแรงงาน เวลาและค่าจ้างที่มีขีดจำกัด จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าระบบอัตโนมัติจะต้องเข้ามาแทนที่ในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ต้องการความแม่นยำสูงและมีกำลังการผลิตในปริมาณมากและต้องใช้เทคโนโลยีการผลิตชั้นสูง
"เพื่อให้สอดคล้องกับภาคการผลิตของประเทศไทยที่มุ่งเน้นสู่การพัฒนาไปยังอุตสาหกรรมแห่งอนาคต งานซับคอนไทยแลนด์ที่จัดร่วมกับงานอินเตอร์แมคนี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญของผู้ประกอบการไทยที่จะเข้ามาชมความก้าวหน้าที่ครบองค์ความรู้และก้าวทันเทคโนโลยีการผลิตที่ล้ำสมัยและครบครันที่สุดเพื่อนำมาปรับใช้ในการผลิตสู่การรองรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้อย่างทันท่วงที"
กรรมการคลัสเตอร์ระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ไทยระบุอีกว่า จากการสำรวจบริษัทกว่า 500 บริษัทในภาคอุตสาหกรรมพบว่า ประมาณ 85 เปอร์เซ็นต์ ถ้าผู้ประกอบการไม่เปลี่ยนมาใช้ระบบอัตโนมัติ ภายใน 3 ปีจะประสบปัญหาอย่างแน่นอน เนื่องจากต้นทุนการผลิตแพงกว่าราคาขาย แต่สิ่งที่น่าตกใจมากกว่านั้น ใน 85 เปอร์เซ็นต์นี้มี 47 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ หากไม่ปรับตัวคงจะอยู่รอดยาก ดังนั้นการปรับตัวคงจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงทันทีไม่ได้ แต่จะต้องดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปโดยการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากการรับช่วง จนกว่าเดินสายพานเองได้
"สมาคมส่งเสริมการรับช่วง เปรียบเสมือนนักรบกู้ชาติในการส่งเสริมลงทุนใช้ระบบอัตโนมัติให้กับกลุ่มบริษัทเหล่านี้ หุ่นยนต์ระบบอัตโนมัติ ใน 100 เปอร์เซ็นต์จะประกอบด้วยฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ 47 เปอร์เซ็นต์ ติดตั้งระบบ 30 เปอร์เซ็นต์ อีก 20 กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นไลเซนส์ แทนที่เราจะบุกไปฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์เลยเราอาจจะต้องมาดูการออกแบบระบบก่อน เราไม่สามารถผลิตหุ่นยนต์อุตสาหกรรมได้ แต่เราสามารถออกแบบระบบในการใช้หุ่นยนต์ เราก็สามารถประหยัดเงินส่วนนี้ 30 เปอร์เซ็นต์ ไม่ต้องส่งเงินให้ต่างประเทศ ผมได้คำนวณคร่าวๆ ให้แก่ทางคณะรัฐมนตรีว่าการลงทุนใช้ระบบอัตโนมัติแสนล้านจะมีเงินกลับสู่ประเทศประมาณ 7 หมื่นล้าน ผ่านไปสัก 5-10 ปี เราก็จะวิ่งไปถึงหุ่นยนต์สายพานไทยอย่างแท้จริงได้" รศ.ดร.ชิตยืนยันทิ้งท้าย