ตามที่ "วัฒนา เมืองสุข แกนนำพรรคเพื่อไทย" เดาทางไว้ คือ อุปสรรคต่อเป้าหมาย ที่ว่าด้วยการชนะเลือกตั้ง อาจเป็นงานหนักของ "ประยุทธ์" เพราะโพลล์ของฝ่ายความมั่นคง ที่สำรวจล่าสุดพบว่า ทุกเขตเลือกตั้ง "พรรคเพื่อไทย" ยังมีคะแนนนำและยังชนะคู่แข่ง ดังนั้น การแก้เกมของ "คสช." คือ การยื้อเลือกตั้งออกไปให้นานที่สุด
สอดรับกับความเห็นของ "คุญหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย" ระบุว่า การเลือกตั้งไม่น่าเกิดขึ้นเร็ว พร้อมยกกรณีของการทุ่มงบประมาณ หลักล้านล้านบาท ลงสู่ชุมชนฐานราก ทั้งโครงการไทยนิยมยั่งยืน, บัตรสวัสดิการคนจน แม้วัตถุประสงค์ของรัฐบาลจะระบุเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ คือ ตรงกันข้าม
ดังนั้น เจตนาที่ "คนการเมือง" มองกันออกคือ การทำทุกวิธี เพื่อขอเวลา สร้างคะแนนนิยมให้รัฐบาลปัจจุบัน ด้วยหวังว่าจะแปลงเป็นคะแนนเสียง ให้แก่ "พรรคการเมืองของ คสช." ที่เตรียมลงสู่สนามการเมือง แม้ขณะนี้ยังไม่เปิดหน้า แต่คนการเมืองเชื่อแน่ว่าจะเกิดขึ้น
หากวิธีการเอาชนะคู่แข่งทางการเมือง ด้วยกำลังงบประมาณและกลไกของราชการ ที่ฝ่ายการเมืองวิเคราะห์ ไม่ใช่ทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ และมิอาจการันตีความสำเร็จ
แม้จะได้ผลดีแบบเฉพาะหน้า แต่ในเชิงการเมือง อาจเป็น "จุดตาย" ที่นักการเมืองนำไปขยายและโจมตีหลังจากนี้ได้ หรืออาจเป็นประเด็นเลวร้ายสุด คือการยกพฤติกรรม-กรณีที่ขัดกับรัฐธรรมนูญ ของ "รัฐบาลปัจุจุบัน" เป็นประเด็นที่สร้างเงื่อนไขให้ "รัฐบาลประยุทธ์ 2" ล้มตั้งแต่ก่อนเข้าสู่สนามเลือกตั้ง
ขณะที่โจทย์ที่สอง คือ การได้เสียงสนับสนุน เพียงพอที่จะดัน "บิ๊กตู่" เป็นนายกฯ อีกรอบ
สถานการณ์ล่าสุด ที่ "พล.อ.ประยุทธ์" ให้ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ" เป็นตัวแทนพรรค คสช. เดินสายและวางเครือข่ายถึงกลุ่มขั้วทางการเมือง หลายกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มของพรรคจังหวัด เพื่อให้เป็นแรงสนับสนุนไม่ให้เก้าอี้นายกฯ หลุดไปอยู่ที่ใครอื่น และหากได้เสียงที่มากพอ จะเป็นหลักประกันต่อการทำงานในวาระที่ราบรื่น
และการเปิดหน้าอ้าแขนรับ "สนธยาอิทธิพล คุณปลื้ม" จากพรรคพลังชล ถือเป็นสัญญาณที่ "คสช." ต้องการสะท้อนให้คนอื่นๆ เห็นว่า เมื่อยอมต่อรอง ผลประโยชน์ตอบแทนที่มอบให้ล่วงหน้า ย่อมถูกตอบแทน