ประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 7 เมษายน นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าหน่วยพญาเสือ และเจ้าหน้าที่ทีมสำรวจ ร่องรอยการบุกรุกพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยานเสด็จในกรม กรมหลวงชุมพร ด้านทิศเหนือ(ตอนบน) พบว่า มีหลายรูปแบบ และแต่ละรูปแบบ ขึ้นอยู่กับประเภทของป่า รูปแบบแรก คือ ปลูกแซมในป่าดิบชื้น ป่าดิบเขา และป่าดิบแล้ง ด้วยการตัดโคนต้นไม้ยืนต้น ป่าต้นน้ำ และเป็นป่าเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด โดยเฉพาะสัตว์เรือนยอด ทั้ง ชะนี ค่าง นก และสัตว์ป่าเลี้ยงลูกด้วยนม เช่น สมเสร็จ กระทิง กวาง เก้ง สัตว์ป่าอื่นๆ อีกมากมาย การโคนป่าทิ้งเพียงแค่ ให้ได้พื้นที่ปลูกยางพารา แล้วแสดงสิทธิเป็นเจ้าของป่านั้นๆ คนกลุ่มนี้ มีที่อ้างตัวว่า ขาวบ้านยากจน อ้างว่าเป็นคนที่อาศัยอยู่ที่นี้มาก่อน และจะพูดกันในกลุ่มว่า "นี่คือความสำเร็จ ที่ยึดครอบครองที่ดินได้" แล้วจะวางแผนกันต่ออีกว่า "ปีแรกเรามีเงินทำได้เท่านี้ เมื่อเรามีเงินอีก เราก็ทำเพิ่มไปเรื่อยๆ เพราะเรายากจน"
ส่วนรูปแบบที่สอง คือการปลูกยางพารา แทรกให้เป็นแถวในป่าไผ่หรือป่าเบญจพรรณ ทำง่ายกว่า ปลูกได้เร็วกว่า ฉะนั้น ป่าที่เป็นป่าเบญจพรรณ แทบไม่เหลือเลย แต่ที่แย่ไปกว่านั้นการที่จะยึดป่าไผ่ คือ การเผา ทั้งป่าร่องรอยความเสียหาย ที่เกิดจากการที่ไม่มีที่ทำกิน หรือ เกิดจากความไม่พอของชาวบ้าน ของนายทุน ของนักการเมืองท้องถิ่น และระดับชาติ รวมถึงข้าราชการ ที่ทุจริตต่อหน้าที่และการใช้อำนาจในทางที่ผิด
"ที่นี่ มันเกิดขึ้นแล้ว ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ถูกโคนนับแสนนับล้านต้น ในป่าสงวนป่าไชยราช-ป่าคลองกรูด ที่มีพระราชกฤษฎีกาประกาศเป็น เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า อุทยานเสด็จในกรม กรมหลวงชุมพร ด้านทิศเหนือ (ตอนบน) ที่ประกาศให้มีเนื้อที่ มากกว่า 180,000 ไร่ เมื่อปี 2537 หรืออาจจะพูดได้ว่า มติคณะรัฐมนตรี เมื่อ 30 มิถุนายน 2541 เป็นต้นเหตุ ของการบุกรุก นั้นก็ได้"
ทั้งนี้ พื้นที่ในกรมหลวงฯ แห่งนี้เมื่อปี 2537-2541 เคยสำรวจให้ราษฎร ที่ทำกินในระหว่างปีนี้ ไปแล้ว ประมาณ 7,800 กว่าไร่ ต่อมามีการรุกคืบ บุกรุกยึดถือครอบครองอีก ประชาชน ที่อ้างตัวว่ายากจน เรียกร้องสิทธิ ขอที่ทำกินในป่าอนุรักษ์เพิ่ม เป็นช่องทาง ของการเมือง เปิดให้สำรวจตกหล่น ต่อจากปี 2541 -2545 นั้น ถือว่าเป็นรอบสอง ป่าแห่งนี้ มีการบุกรุกเพิ่มขึ้น จากเดิมที่สำรวจไว้แล้ว ไม่น้อยกว่า 23,000 ไร่ เพียงเวลาแค่ 4 ปี
หัวหน้าหน่วยพญาเสือ บอกว่า ต่อจาก ปี 2545 มาจนถึง ปี 2560 มีชาวบ้านทั้งกลุ่มเดิม และนายทุนกลุ่มใหม่ เข้ามาเปิดพื้นที่ บุกรุกเพิ่มอีก ไม่น้อยกว่า 22,000ไร่ มาจากข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่น และระดับชาติ อ้างว่า ประชาชน ขาดพื้นที่ทำกิน และ เจ้าหน้าที่รัฐ อ้างแต่จะใช้กฏหมายในการควบคุมพื้นที่ป่า โดยไม่คำนึงถึง ชาวบ้านที่ยากจน ยากไร้ ไร้ที่ทำกิน กฏหมายนำมาใช้ ไม่ได้เต็มรูปแบบ โดนนักการเมือง ครอบงำ โดนอำนาจเงินครอบงำ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ ไม่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เห็นแกประโยชน์ส่วนตน และเห็นแก่ตำแหน่งหน้าที่ ที่นักการเมือง หรือผู้ที่ว่าจะให้ อ้างว่าใหญ่กว่าศักดิ์ศรี ยอมให้ป่าหมดไป
////////