เนชั่นทีวี

ข่าว

เยี่ยม "บ้านสันติสุข" เมื่อรอยยิ้มเปลี่ยนไฟใต้

06 เม.ย. 2561 | lastman

เยี่ยม "บ้านสันติสุข" เมื่อรอยยิ้มเปลี่ยนไฟใต้

เมื่อรัฐบาลมีนโยบายเปิดทางให้ "ผู้หลงผิด" กลับใจเข้ามาร่วมพัฒนาชาติไทย พัฒนาพื้นที่ชายแดนใต้ ด้วยเงื่อนไขพิเศษสุดจากไอเดียของแม่ทัพภาคที่ 4 คนปัจจุบัน พลโทปิยวัฒน์ นาควานิช นั่นก็คือการปลดเปลื้องพันธะทางกฎหมายในกระบวนการยุติธรรมเกือบ 100% ส่งผลให้ชาวไทยที่คิดเห็นแตกต่างจากรัฐ และหลบหนีไปพำนักอยู่ในต่างประเทศ ทั้งที่มีหมายจับและไม่มีหมายจับติดตัว ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการเพื่อกลับบ้านสู่อ้อมกอดของครอบครัวเป็นจำนวนมาก

สภาพทั่วไปของคนไทยเหล่านั้น หลบหนีจากแผ่นดินเกิดไปนานกว่า 10 ปี แถมยังมีลูกหลานพ่วงมาอีก ซ้ำยังไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนหรือหลักฐานทางราชการที่บ่งบอกว่าเป็น "คนไทย" และ "ถือสัญชาติไทย" จึงกลายเป็นโจทย์ใหม่ที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ต้องหาทางแก้ไขจุดเปลี่ยนของปัญหานี้ คือการตั้ง "คณะทำงานและศูนย์พิสูจน์สัญชาติ" ขึ้นมา เพื่อคัดแยกบุคคลตามคุณสมบัติที่ตั้งไว้ โดยดำเนินการกันอย่างรอบคอบ รัดกุม รวมถึงตรวจสอบเรื่องคดีความที่เคยก่อเอาไว้ ก่อนจะให้การรับรองและนำไปสู่การออกบัตรประจำตัวประชาชน

เยี่ยม "บ้านสันติสุข" เมื่อรอยยิ้มเปลี่ยนไฟใต้


จากนั้นจึงประสานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับตัวไปดำเนินการต่อเรื่องพัฒนาคุณภาพชีวิต ทั้งการศึกษาและอาชีพที่นี่คือ นิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี พื้นที่นี้อยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ซึ่งทางกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. ขอใช้สำหรับฝึกอบรม "คนกลับบ้าน" โดยเรียกชื่อใหม่ว่า "บ้านสันติสุข""ผู้เห็นต่างจากรัฐ" ที่จะเดินเข้าสู่ "บ้านสันติสุข" ต้องใช้ชีวิตอยู่ที่นี่เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อรับการอบรมความรู้สาขาต่างๆ จากผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขณะที่ทหารพรานจะมาช่วยดูแลเรื่องความปลอดภัย ส่วน ศอ.บต.สนับสนุนงบช่วยเหลือให้ส่วนหนึ่ง เพื่อให้คนในบ้านสันติสุขไปบริหารจัดการกันเอง


ด้วยความที่ผู้เข้าร่วมโครงการฯ มีทั้งผู้สูงอายุ คนวัยทำงาน วัยรุ่น และเด็กเล็ก การฝึกอบรมจึงมีความหลากหลาย แต่สิ่งสำคัญคือการศึกษา ซึ่งภาครัฐอยากให้พวกเขารู้และเข้าใจภาษาไทย อย่างน้อยก็เขียนชื่อสกุลของตัวเองได้ก็ยังดีคนกลุ่มนี้เข้ามาอยู่ที่นี่ตั้งแต่วันที่ 19 มีนาคม ผ่านมาหลายสัปดาห์แล้ว ทำให้เริ่มจะปรับตัวได้ สิ่งใดที่ไม่เคยรู้เคยเห็น ก็จะให้ความสนใจ อย่างเช่น การสอนทำน้ำหมัก หรือ EM ของวิทยากรจากทหารพราน เพื่อนำไปรดแปลงเกษตรให้พืชผลงอกงาม และป้องกันศัตรูพืชด้วยวิธีธรรมชาติ

เยี่ยม "บ้านสันติสุข" เมื่อรอยยิ้มเปลี่ยนไฟใต้


นอกจากสอนแล้ว ยังให้ลงมือทำจริงๆ ด้วย ระหว่างการเรียนการสอนและการอบรม ภาษาที่ใช้สื่อสารจะมีทั้งภาษาไทยและภาษยาวีปะปนกันนอกจากนี้ ยังมีการสอนปลูกผักสวนครัว และพืชระยะสั้นที่ให้ผลเร็ว โดยเน้นที่สอดคล้องกับสภาพอากาศ ใครสนใจแบบไหน ก็สามารถขอเมล็ดพันธุ์จากเจ้าหน้าที่ไปปลูกรอบๆ บ้านพักได้ เมื่อผลผลิตโตขึ้น เจ้าหน้าที่จะหาตลาดให้ขาย มีรายได้เพิ่มเข้ามาเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในบ้านสันติสุขบอกกับ "ล่าความจริง" ว่า นอกจากเรื่องการเกษตรแล้ว เด็กวัยรุ่นมักสนใจอาชีพช่าง เพื่อไปต่อยอดในอนาคต ส่วนบางคนก็สนใจการค้าขาย ก็ต้องสอนเรื่องการทำบัญชีรายรับรายจ่าย อย่างเด็กหนุ่มคนนี้ก็เช่นกัน


เยี่ยม "บ้านสันติสุข" เมื่อรอยยิ้มเปลี่ยนไฟใต้



สำหรับกิจกรรมของผู้หญิง ส่วนใหญ่จะรวมตัวกันไปคัดแยกปลากะตัก ซึ่งมีคนจากนอกบ้านสันติสุขมาจ้างให้แกะหัวและฉีกตัวปลาแบ่งครึ่ง โดยให้ราคา 10 กิโลกรัม 40 บาท แรกอาจทำได้ไม่มาก แต่พอทำไปเรื่อยๆ ปริมาณก็เพิ่มขึ้น รายได้ก็เพิ่มตาม นอกจากนี้ หลายคนยังสนใจการทำสหกรณ์ร้านค้า ซึ่งจะทำให้ทุกคนได้รับเงินปันผลอีกทางส่วนเด็กๆ จะเน้นเรียนหนังสือ ออกกำลังกาย โดยทุกเช้าจะมีเจ้าหน้าที่พาไปส่งที่โรงเรียนบ้านท่าสู ซึ่งอยู่ไม่ไกลกัน เรียนประมาณครึ่งวันก็กลับมาทบทวนต่อที่บ้านสันติสุข โดยเจ้าหน้าที่ทหารพรานรับหน้าที่สอนทบทวน หรือบางครั้งคุณครูก็จะตามมาสอนเพิ่มเติมให้ / หลายคนเริ่มผสมสระอ่านออกเป็นคำได้แล้ว แต่อนาคตจะได้เข้าเรียนเหมือนเด็กทั่วไปหรือไม่ ยังเป็นเรื่องที่น่าหนักใจ



ข่าวล่าสุด