เมื่อวาน "ล่าความจริง" ก็ได้นำเสนอบทสัมภาษณ์ "กลุ่มการเมืองเก่าแก่" ที่มีฐานเสียงหลักอยู่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่าง "กลุ่มวาดะห์" ซึ่งเตรียมแต่งตัวตั้งพรรคของตัวเองเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ก่อตั้งกลุ่มมาตั้งแต่ปี 2528 แสดงให้เห็นว่า กติกาใหม่ รัฐธรรมนูญใหม่ และระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ เอื้อให้เกิดพรรคการเมืองใหม่มากจริงๆ
ส่วนพรรคการเมืองใหม่ที่เปิดตัวโดย "กลุ่มคนรุ่นใหม่" และสร้างกระแสฮือฮามากที่สุด หนีไม่พ้น "พรรคอนาคตใหม่" ของ คุณธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้บริหารบริษัทผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย กับ อาจารย์ปิยะบุตร แสงกนกกุล อดีตนักวิชาการกลุ่ม "นิติราษฎร์"
พรรคอนาคตใหม่ชูนโยบายที่แปลกใหม่และท้าทายความรู้สึกของคนในสังคมไทยอย่างมาก จนเกิดข้อถกเถียงกันว่าพรรคอนาคตใหม่นี้ / จะมี "อนาคตทางการเมือง" แค่ไหน โดยเฉพาะภายใต้ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ที่เรียกว่า "ระบบจัดสรรปันส่วนผสม" วันนี้ "ล่าความจริง" มีคำตอบมาฝากผู้ที่สนใจและแฟนคลับของคุณธนาธร
ก่อนอื่นต้องมาเริ่มกันที่ระบบการเลือกตั้งแบบใหม่ก่อน ระบบการเลือกตั้งนี้เรียกว่า "ระบบจัดสรรปันส่วนผสม" ซึ่งมีวิธีการลงคะแนนและวิธีคิดคะแนน แตกต่างจากระบบเก่าที่เราคุ้นชินอย่างสิ้นเชิง
ถ้าคุณผู้ชมยังจำกันได้ ระบบการเลือกตั้งแบบเก่า ใช้บัตร 2 ใบ ใบหนึ่งเลือกผู้สมัครระบบเขต คือ ส.ส.ของบ้านเราเอง กับอีกใบหนึ่ง เลือกพรรค พูดง่ายๆ คือ "เลือกคนที่ใช่ เลือกพรรคที่ชอบ" และกติกาเปิดให้เลือกอย่างเสรี คือจะเลือกผู้สมัคร กับเลือกพรรค เป็นพรรคเดียวกันก็ได้ หรือคนละพรรคก็ได้
วิธีคิดคะแนนจะคิดแยกกัน คือคะแนน ส.ส.เขตก็นับไป ผู้สมัครคนไหนได้คะแนนสูงสุดในเขตนั้น ก็จะได้เป็น ส.ส.เขต ส่วนคะแนนที่เลือกพรรค จะถูกนำไปนับรวมทั้งประเทศ แล้วคิดออกมาเป็นสัดส่วน ส.ส.ที่แต่ละพรรคจะได้รับ เรียกว่า "ส.ส.บัญชีรายชื่อ" หรือ "ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์"
พรรคการเมืองไหนที่ได้ "คะแนนพรรค" มากๆ ก็จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์มาก เช่น พรรคไทยรักไทย เคยได้มากกว่า 60 คนจาก ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่มีได้ทั้งหมด 100 คน
อันนี้คือแบบเก่า ซึ่งคุณผู้ชมลืมไปได้เลย เพราะวันนี้การเลือกตั้งใช้ระบบใหม่แล้ว เรียกว่า "ระบบจัดสรรปันส่วนผสม" ระบบนี้จะมีบัตรเลือกตั้งแค่ใบเดียว เพื่อให้ได้ ส.ส.ทั้งหมด 500 คน แบ่งเป็น ส.ส.เขต 350 คน และ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 150 คน
คะแนน ส.ส.เขต หรือ ส.ส.ของบ้านที่เราอยู่ ก็นับไปเหมือนระบบเก่า ใครได้คะแนนสูงสุดของเขตนั้น ก็จะได้เป็น ส.ส.เข้าไปนั่งในสภา ส.ส.กลุ่มนี้มี 350 คน
ส่วนอีก 150 คน วิธีการที่จะได้เป็น ส.ส.ค่อนข้างซับซ้อน เริ่มจากนำคะแนนจากผู้สมัครทุกคน ในทุกเขต คือ 350 เขตทั่วประเทศมารวมกัน คะแนนของคนแพ้ก็เอามานับด้วย คะแนนทั้งหมดที่ประชาชนไปลงคะแนน จะเป็นคะแนนเลือกตั้งของประเทศ พูดง่ายๆ คือใช้ "ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง" จากนั้นก็นำคะแนนมาหักลบจำนวน "บัตรเสีย" และบัตรที่กา "โหวตโน" คือไม่ลงคะแนนให้ใครเลย ออกไป ก็จะได้คะแนนดีที่เลือกผู้สมัครพรรคไหนก็ได้ เป็น "คะแนนประเทศ"
ตัวเลข "คะแนนประเทศ" จะนำมาหารกับจำนวน ส.ส.ทั้งหมด คือ 500 คน เพื่อหาอัตราส่วนคะแนนว่า ส.ส.1 คน ควรจะได้คะแนนเท่าไหร่ แล้วจึงนำตัวเลขที่ได้ไปคำนวณจำนวน ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่แต่ละพรรคจะได้รับอีกที ประมาณการตัวเลขอัตราส่วนที่นักวิชาการคาดการณ์กันในขณะนี้ อยู่ที่ 70,000 ถึง 100,000 คะแนน จึงจะได้ ส.ส. 1 คน คิดตัวเลขกลมๆ เป็น 1 ต่อ 70,000
จากนั้นนำคะแนนเลือกตั้งที่่ประชาชนลงให้ของแต่ละพรรคมาดู สมมติว่าพรรคเพื่อไทย ได้ 14 ล้านเสียง อัตราส่วน 70,000 คะแนน ต่อ ส.ส.1 คน พรรคเพื่อไทยก็ควรจะได้ ส.ส.ในระบบใหม่นี้ 200 คน สมมติพรรคเพื่อไทยได้ ส.ส.เขตไปแล้ว 180 คน ก็จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อีก 20 คน นี่ระบบใหม่เขาคิดกันแบบนี้ จนมีเสียงวิจารณ์ว่าพรรคใหญ่เสียเปรียบ พรรคเล็กมีโอกาสมากกว่า
เรามาดูกันว่า พรรคเล็กมีโอกาสอย่างไร สมมติพรรค ก.ไก่ ส่งผู้สมัครครบทั้ง 350 เขต / ได้เขตละ 1,000 คะแนน คือแพ้ทุกเขต ไม่ชนะเขตไหนเลย อันนี้ประเมินน้อยๆ ไว้ก่อน เพราะเป็นผู้สมัครหน้าใหม่ด้วย แต่พรรค ก.ไก่ ก็ยังมีสิทธิ์ได้ ส.ส. เพราะ พรรค ก.ไก่จะได้คะแนนประเทศ 350,000 คะแนน เมื่อเอาไปคิดอัตราส่วน ส.ส. 1 ต่อ 70,000 พรรค ก.ไก่ ก็จะได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ 5 คน นี่คือโอกาสของพรรคเล็ก และเสียงคนแพ้ที่เอามาคำนวนด้วย ที่เรียกกันว่า "เสียงตกน้ำ" คือแพ้ทุกเขตก็ยังมี ส.ส.ได้