ณัฐชาติ จารุจินดา ประธานกรรมการ องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. ระบุ คณะกรรมการ ขสมก.ยังไม่ได้เห็นชอบแผนฟื้นฟูองค์กร โดยขอให้ปรับปรุงรายละเอียดเล็กน้อย ก่อนส่งหนังสือเวียนให้คณะกรรมการเห็นชอบในหลักการ จากนั้นจะส่งให้กระทรวงคมนาคมและคณะรัฐมนตรีเห็นชอบตามลำดับแผนฟื้นฟูดังกล่าวจะมีโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด หรือ Early Retirement เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน ปัจจุบัน ขสมก. มีพนักงาน 13,000 คน และมีสัดส่วนพนักงาน 4.9 คนต่อรถ 1 คัน แต่ในอนาคตจะลดสัดส่วนเหลือ 2.7 คนต่อรถ 1 คัน
ซึ่งการเปิดโครงการเออรี่รีไทร์ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน และขึ้นอยู่กับความสมัครใจของพนักงานขสมก.ตั้งเป้าจะลดพนักงานเก็บค่าโดยสารและพนักงานตรวจบัตรโดยสาร 3,774 คน เพราะจะใช้ระบบอี-ทิคเก็ตอย่างเต็มรุปแบบตั้งแต่ปี 2562 โดยการเออรี่รีไทร์จะใช้งบประมาณรวม 4,774 ล้านบาท แบ่งเป็นปี 2561 วงเงิน 401 ล้านบาท ปี 2562 วงเงิน 4,328 ล้านบาท และปี 2563 วงเงิน 45 ล้านบาทสำหรับโครงการเช่าระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์พร้อมอุปกรณ์ หรือ อี-ทิคเก็ตบนรถโดยสารประจำทาง 2,600 คัน วงเงิน 1,665 ล้านบาท ระยะเวลา 5 ปี ซึ่ง บมจ.ช ทวี เป็นผู้ชนะการประมูล
ล่าสุดเอกชนได้ติดตั้งเครื่องอี-ทิคเก็ตบนรถ 800 คัน และอยู่ระหว่างขั้นตอนการตรวจรับโดย ขสมก.จะเรียกค่าปรับจากเอกชน ฐานส่งมอบเครื่องอี-ทิคเก็ตล่าช้า ทำให้ ขสมก. สูญเสียรายได้ เพราะเครื่องอี-ทิคเก็ตไม่สามารถอ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐได้ เบื้องต้นจะเรียกค่าปรับ 22 ล้านบาท นอกจากนี้ ขสมก.ได้ส่งหนังสือถึงเอกชน เพื่อขอยกเลิกสัญญาการติดตั้งเครื่องเก็บค่าโดยสารแบบหยอดเหรียญอัตโนมัติ หรือ Cash box ซึ่งอยู่ภายใต้โครงการอี-ทิคเก็ต รวมถึงจะเรียกค่าปรับกรณีส่งมอบแคชบ็อกล่าช้าด้วยนายณัฐชาติ ยังกล่าวถึงเหตุผลที่ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งประธานกรรมการ ขสมก. ว่า ได้ทำภารกิจตามที่ตั้งใจแล้ว คือ 1. การผลักดันแผนฟื้นฟู 2.การจัดหารถเอ็นจีวี 489 คัน ซึ่ง 100 คันแรกจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันนี้ ส่วนที่เหลือจะทยอยส่งมอบ3.การสรรหาผู้อำนวยการ ขสมก.ที่เคยเสนอเรื่องไปแล้ว และ 4. การแก้ไขปัญหาหนี้สินของพนักงานโดยสุดคณะกรรมการฯเห็นชอบให้ธนาคารเข้ามารีไฟแนนซ์หนี้สินพนักงานแล้ว