เดินเข้ามาทางด้านหลังใช้อาวุธท่อนเหล็กยาวตีใส่ จนได้รับบาดเจ็บ ก่อนเดินหลบหนีมุ่งหน้าแยกอังรีดูนังต์ โดยเหตุเกิดที่บริเวณริมฟุตบาทหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถนนพระราม1 แขวงและเขตปทุมวัน กทม. เมื่อวันที่ 21 มีนาคม เวลาประมาณ 10.52 น. ที่ผ่านมา หลังเกิดเหตุตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.ปทุมวัน ลงพื้นที่ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดทันที จนพบภาพใบหน้าคนร้ายอย่างชัดเจน ซึ่งผลปรากฎชายดังกล่าวเป็นบุคคลคล้ายวิกลจริต ซึ่งเดินเร่ร่อนอยู่บริเวณดังกล่าว ซึ่งไม่ได้มีความบาดหมางแต่อย่างใดมาก่อนกับทางผู้เสียหาย
ล่าสุดเมื่อเช้า วันที่ 23 มีนาคม มีรายงานข่าวแจ้งว่า หลังเกิดเหตุทางตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.ปทุมวัน และ ตำรวจ กก.สส.บก.น.6 ร่วมกันนำกำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดพบว่า หลังก่อเหตุคนร้ายเดินเข้าไปในประตูวิทยาลัยพยาบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และเข้าไปเขย่าประตูกองบังคับการ จากนั้นทางรปภ.ที่อยู่บริเวณนั้น จึงได้ไล่ออกมา ก่อนที่คนร้ายได้มานั่งพักบริเวณใกล้กับประตูสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ด้านถนนอังรีดูนังต์ และได้ถอดเสื้อกีฬาสีดำของทีมเชลซี สกรีนเบอร์ 9 ไปไว้ในรถตู้ตำรวจที่จอดบริเวณนั้น คล้ายจะอำพรางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทางตำรวจจึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ต่อมาคนร้ายได้เดินถอดเสื้อถือขวดน้ำเดินมุ่งหน้าแยกอังรีดูนังต์อีกครั้งก่อนหายไป จากนั้นทางชุดสืบสวนได้ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณถนนอังรีดูนังต์ จนพบว่าคนร้ายได้เปลี่ยนชุดโดยสวมเสื้อยืดคอกลมแขนสั้นสีเทา เพื่ออำพรางสายตาเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตามทางตำรวจยังได้แบ่งกำลังนำภาพจากกล้องวงจรปิดไปแห่ตามสถานนีรถไฟหัวลำโพง ตลอดจนสถานที่ที่มีคนเร่ร่อนอาศัยอยู่ อย่างไรก็ตามมีเบาะแสอีกว่ามีพลเมืองดีระบุว่าเคยเห็นบุคคลดังกล่าวมักจะมาอาศัยอยู่ภายในสวนลุมพินีบ่อยครั้ง ซึ่งทางตำรวจต้องขอเวลาทำงานก่อน เพื่อติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย
กระทั่งเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากตำรวจทุกฝ่ายของ สน.ปทุมวัน และฝ่ายสืบสวน บก.น.6 พร้อมภาพจากกล้องวงจรปิดลงพื้นที่ตระเวนหาคนร้ายที่ก่อเหตุใช้ท่อนเหล็กไล่ทำร้ายฟาดศีรษะนิสิตสาวที่บริเวณหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร ได้พบเห็นคนร้ายตามรูปพรรณสันฐานที่ปรากฏจากภาพกล้องวงจรปิดที่บริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพง จึงได้เข้าควบคุมตัว ทราบชื่อต่อมา นายคัชรินทร์ คล้ายแจ่ม อายุ 39 ปี ชาว.จ.พิษณุโลก
จากการสอบถามในเบื้องต้นยังถามตอบไม่รู้เรื่อง ลักษณะคล้ายคนวิกลจริต อย่างไรก็ตามจะควบคุมตัวให้พนักงานสอบสวนทำการสอบปากคำอีกครั้ง และพิจารณาส่งตรวจที่โรงพยาบาลเกี่ยวกับอาการทางจิตว่าเป็นผู้ป่วยทางจิตหรือไม่ ขณะดียวกันก่อนหน้านี้ศาลแขวงปทุมวัน ได้อนุมัติหมายจับชายดังกล่าวตามหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิด ลงวันที่ 23 มีนาคม 2561 ในข้อหา ทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่กายและจิตใจ
ต่อมาเวลา 13.00 น. ที่สน.ปทุมวัน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากตำรวจฝ่ายสืบสวนของ สน.ปทุมวัน และฝ่ายสืบสวน บก.น.6 สามารถตามจับกุมนายคัชรินทร์ คล้ายแจ่ม อายุ 39 ปี บ้านเลขที่ 241/20 ถนนบรมไตรโลกนารถ ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก เนื่องจากพบเห็นคนร้ายตามรูปพรรณสันฐานที่ปรากฏจากภาพกล้องวงจรปิดที่บริเวณสถานีรถไฟหัวลำโพง เดินปะปนกับประชาชนทั่วไปก่อนเข้าจับกุมในที่สุด
จากการสอบถามนายคัชรินทร์ ให้การด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า ผมขอโทษ ที่ผมทำเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ ยอมรับว่าดื่มมาก่อนแต่ไม่ได้เมาผมมีสติทุกอย่างผมแค่จะออกมาตามหาภรรยากับลูก แต่ผมไม่มีเงินติดตัวสักบาท ผมขอเงินน้องเค้า 100 บาท เหมือนน้องกลัวผม น้องไม่ให้น้องเดินหนีผม ทำให้รู้สึกโมโหใช้เหล็กตีก่อนหลบหนีและถอดเสื้อทิ้งเนื่องจากไม่อยากโดนจับกุม จากนั้นก็เดินอย่างไม่มีจุดหมายจนไปถึงสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) เพราะว่าคนเยอะคงตามมาจับไม่ได้ ไม่คิดจะหนีเพราะไม่รู้จะไปไหน ผมคิดถึงครอบครัวของผม
ด้าน พล.ต.ต.ดุสิต สมศักดิ์ ผบก.น.6 กล่าวว่า บุคคลดัวกล่าวไม่ได้เป็นคนบ้าไม่มีอาการทางจิต ไม่มีประวัติรักษา ผู้ต้องหารับสารภาพว่าเป็นผู้ก่อเหตุจริง ก่อนหน้านี้อยู่กับภรรยาย่านศาลายา จนมีลูกด้วยกัน 1 คน ส่วนผู้ต้องหามีอาชีพรักษาความปลอดภัยมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ถนนพุทธมณฑล สาย 4 ผู้ต้องหามีพฤติกรรมชอบดื่มสุราจนถูกไล่ออกจากงาน จากนั้นภรรยาและลูก หนีมาทำงานที่รพ.ตำรวจ
พล.ต.ต.ดุสิต กล่าวต่อว่า ก่อนเกิดเหตุกลางดึกของวันที่ 20 มี.ค. ผู้ต้องหาได้ดื่มสุราจำนวนมากแล้วขอเงินเพื่อน 200 บาท นั่งรถมาตามหาภรรยาและลูก เมื่อมาถึงไม่พบจึงเกิดความเครียดแล้วเดินเตร่ย่านนั้น ก่อนช่วงสายจะลงมือก่อเหตุ อ้างว่าขอเงิน 100 บาท แต่ผู้เสียหายไม่ให้จึงเกิดอารมณ์ชั่ววูบใช้เหล็กบริเวณนั้น วิ่งไปตีหัวทันทีแล้วรีบเดินหลบหนี ถอดเสื้อสีดำทิ้งบริเวณริมรั้วนิติเวชฯรพ.ตร. แล้วเดินทางไปแยกอังรีดูนังค์ขอเสื้อชาวบ้านใส่เพื่ออำพราง แล้วเดินทางไปสถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง) แต่ก็ไม่สามารถหนีรอดจากสายตาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้
เบื้องต้นแจ้งข้อหาทำร้ายร่างกายผู้อื่น อื่นให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ก่อนจะทำการสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง หากพบว่ามีความผิดอีกก็จะแจ้งข้อหาเพิ่ม ก่อนจะสรุปสำนวนส่งฟ้องศาลแขวงปทุมวัน ดำเนินการต่อไป
จากนั้นเวลา 15.00 น. น.ส.จารุภรณ์ ได้เดินทางมาให้ปากคำเพิ่มเติม เปิดเผยว่า พึ่งทราบข่าวว่าสามารถจับกุมได้แล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่เห็นหน้าผู้ต้องหา อยากจะบอกว่าตนไม่ติดใจอะไรไม่ได้โกรธแค้น ขอให้ถูกลงโทษตามกระบวนการของกฏหมาย ไม่อยากให้ไปทำกับคนอื่นอีก เพราะคนอื่นอาจจะไม่โชคดีแบบหนู