เนชั่นทีวี

ข่าว

ทรัมป์เปิดสงครามการค้ากับจีนแล้ว ดาวโจนส์ดิ่ง 724 จุด Nasdaq ดิ่งลง 2.43%

23 มี.ค. 2561 | Ekkapon

ทรัมป์เปิดสงครามการค้ากับจีนแล้ว ดาวโจนส์ดิ่ง 724 จุด Nasdaq ดิ่งลง 2.43%

ทรัมป์เปิดสงครามการค้ากับจีนแล้ว เซ็นคำสั่งประธานาธิบดีเมื่อวันพฤหัสฯ ในมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนวงเงิน 60,000 ล้านดอลลาร์ให้มีผลใน 15 วันครอบคลุม 1,300 รายการสินค้า เพื่อจะลงโทษจีนที่ลักขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทสหรัฐ ตามที่ผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ได้ทำการสอบสวนตามมาตรา 301 ต่อพฤติกรรมการทำการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีน

นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้สั่งการให้สตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ นำเสนอรายงานเกี่ยวกับมตรการื้เป็นข้อจำกัดต่อการลงทุนของจีนในสหรัฐ นับจากนี้อีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อพิจารณาการดำเนินมาตรการเพิ่มเติม 

ดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลง 724.42 จุด หรือ 2.93% ดัชนี S&P 500 ดิ่งลง 2.52% และ Nasdaq ดิ่งลง 2.43% ในวันพฤหัสฯ หลังนักลงทุนผวาสงครามการค้าระหว่างสหรรัฐกับจีนที่ตึงเครียดมากขึ้น ทำการเทขายหุ้นในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทอย่างถล่มทลาย กระแสข่าวนี้ได้ทำให้เกิดความวิตกกังวลในวงกว้างว่า อาจจะกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจและการค้าทั่วโลก 



1.   ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดสงครามการค้ากับจีนแล้ว เซ็นคำสั่งประธานาธิบดีเมื่อวันพฤหัสฯ ในมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนวงเงิน 60,000 ล้านดอลลาร์ เพื่อจะลงโทษจีนที่ลักขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทสหรัฐ จากที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) ได้ทำการสอบสวนตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐ ต่อพฤติกรรมการทำการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีน

โดยในรายละเอียดของมาตรการนี้ สินค้าที่จะถูกเรียกเก็บภาษีภายใน 15 วัน โดยจะมีช่วงเวลา 30 วันสำหรับการรับฟังความเห็นจากประชาชน ขณะที่ USTR ได้ระบุรายการสินค้าที่จะตกเป็นเป้าหมายที่ครอบคลุมถึง 1,300 รายการ

ทั้งนี้ ผู้นำสหรัฐได้เรียกร้องทางการปักกิ่งให้จัดทำแผนลดตัวเลขเกินดุลการค้าลง 100,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี จากที่พบว่า จีนเกินดุลการค้ากับสหรัฐ 375,200 ล้านดอลลาร์ในปีที่แล้ว 


2.  ขณะที่มีรายงานข่าวว่า ทางการจีนเตรียมประกาศมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐมูลค่า 3,000 ล้านดอลลาร์ เป็นการตอบโต้สหรัฐ ซึ่งประกอบด้วยการเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็ก ผลไม้ ไวน์ และผลิตภัณฑ์อื่นๆของสหรัฐในอัตรา 15% และเรียกเก็บภาษีนำเข้าเนื้อหมูและอลูมิเนียมในอัตรา 25%

 โดยจีนได้พุ่งเป้าเรียกเก็บภาษีนำเข้าถั่วเหลือง รวมทั้งครอบคลุมสินค้ากว่า 128 รายการ นอกจากนี้ โบอิ้งที่ถูกมองว่า จะได้ผลกระทบหนักในมาตรการตอบโต้ของจีนด้วยนั้น เนื่องจากจีนเป็นตลาดเครื่องบินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยที่มีสถิติพบว่า เครื่องบินใหม่ที่ผลิตออกมา 41,000 ลำนั้น ในจำนวนนี้ราว 7,000 ลำอยู่ในจีน


3.   นักลงทุนผวาสงครามการค้าระหว่างสหรรัฐกับจีนที่ตึงเครียดมากขึ้น ทำการเทขายหุ้นในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทอย่างถล่มทลาย กระแสข่าวนี้ได้ทำให้เกิดความวิตกกังวลในวงกว้างว่า อาจจะกระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจและการค้าทั่วโลก ส่งผลดัชนีดาวโจนส์ดิ่งลง 724.42 จุด หรือ 2.93% ปิดที่ 23,957 ดัชนี S&P 500 ดิ่งลง 68.24 จุด หรือ 2.52% ปิดที่ 2,643 และ Nasdaq ดิ่งลง 178.61 จุด หรือ 2.43% ปิดที่ 7,166 ในวันพฤหัสฯ ที่ผ่านมา 

นอกจากนี้ ยังมีรายงานข่าวว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้สั่งการให้สตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีคลังสหรัฐ นำเสนอรายงานเกี่ยวกับมตรการื้เป็นข้อจำกัดต่อการลงทุนของจีนในสหรัฐ นับจากนี้อีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อพิจารณาการดำเนินมาตรการเพิ่มเติม โดยจะพิจารณาวบคู้กับผลกระทบของมาตรการในขั้นแรกของมาตรการทางด้านการเรียกเก็บภาษีนำเข้ามูลค่า 60,000 ล้านดอลลาร์


4.   ตลาดหุ้นยุโรปยังได้รับแรงกดดันสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน โดยที่ดัชนี Stoxx Europe 600 ร่วงลง 1.6% รวมถึงหุ้นส่วนใหญ่ที่ร่วงงลงหนัก ทั้ง FTSE  250 ลอนดอนร่วงลง 1.6% ดัชนี DAX เยอรมนีร่วงลง 2.2%ดัชนี CAC-40 ฝรั่งเศสร่วงลง 1.38% และหุ้นอิตาลีที่ลดลง 2.6%

ทางด้านปฏิกิริยาของตลาดหุ้นเอเชีย นำโดยดัชนี NIKKEI 225 ญี่ปุ่นเปิดดตลาดร่วงลง 403.19 จุด หรือ 1.87% และปิดตลาดดิ่งลง 999.43 จุดหรือ 463% ดัชนีหั่งเส็งฮ่องกงเปิดร่วงลง 1,140.82 จุด หรือ 3.67% แตะระดับ 29,930 หลังจากนั้นมีการเคลื่อนไหวติดลบ 937.07 จุดหรือ 3.02% ส่วน Shanghai Composite ร่วงลง 113.67 จุดหรือ 3.48% KOSPI เกาหลีใต้ร่วงลง 3.06% ออสเตรเลียร่วงลง 1.86% 


5.   ส่วนหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐที่เป็นดาวเด่นในรอบปีที่ผ่านมานั้น หุ้นกลุ่ม  FANG ร่วงลง 2.73% โดยที่ราคาหุ้น APPLE ร่วงลง 1.42% Aljhabet ซึ่งเป็นบริษัทแท่ของ GOOGLE ดิ่งลง 3.73% รวมถึง AMAZON ซึ่งร่วงลง 2.39% FACEBOOK ร่วงลง 2% เมื่อวันพฤหัสฯ 

นอกจากนี้ CNBC ได้รายงานราคาหุ้นกลุ่ม Tech stocks มีการปรับตัวลดลงจากระดับราคาสูงสุดในช่วง 52 สัปดาห์ โดยที่ Facebook ร่วงลง 15% หลังเกิดเหตุข่าวฉาวเกี่ยวกับเรื่องล้วงข้อมูลส่วนบุคคล 50 ล้าน users ของ Cambridge Analytica ส่วน Alphabet ร่วงลง 10% Apple ร่วงลง 7.6% Netflix ร่วงลง 6.6% Microsoft ร่วงลง 6.5% Amazon ร่วงลง 3.6%

ข่าวล่าสุด