"บั้งไฟพญานาค กล้วยตากลือก้อง หาดทรายแสงทอง ล้อมรอบด้วยภูเขา คือถิ่นเราชาวสังคม จังหวัดหนองคาย" เป็นคำขวัญประจำอำเภอสังคมที่สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติริมแม่น้ำโขง บนเนื้อกว่า 450 ตารางกิโลเมตร มีประชากรอยู่ร่วมกันทั้งสิ้น 5 ตำบล 36 หมู่บ้านชื่อเสียงของอำเภอสังคม ไม่ได้มีแค่ความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังมีแหล่งท่องเที่ยวอันงดงามซ่อนตัวอยู่ ทั้งวัดถ้ำศรีมงคล หรือ วัดถ้ำดินเพียง วัดผาตากเสื้อ ทะเลหมอกภูอีห้วยสัน และหนองปลาบึก มีนักท่องเที่ยวเดินทางมาสัมผัสความงดงามอยู่ตลอดทั้งปีแต่เมื่อเกือบ 3 ปีที่แล้ว ชาวอำเภอสังคมต้องเผชิญกับปัญหาความเดือดร้อนที่พวกเขาไม่ได้ก่อ และไม่คาดคิดว่าจะเกิด เมื่อมีกลุ่มผู้ประกอบการท่าเรือดูดทรายเข้ามาในพื้นที่ และเริ่มกิจกรรมดูดทรายอย่างคึกคัก ขะมักเขม้น
ป้าเมฆ ศรีเกิด ชาวบ้านผาตั้ง อำเภอสังคม เล่าให้ฟังว่า บ้านของเธออยู่ห่างจากท่าเรือดูดทรายเพียง 250 เมตร ตลอดระยะเวลาเกือบ 3 ปี ครอบครัวของเธอต้องใช้ชีวิตอยู่กับทรายที่ปลิวเข้ามาในบ้าน ทำให้ทุกตารางนิ้วในบ้านเต็มไปด้วยทราย ไม่เว้นแม้แต่บนเตียงนอน
ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้มีแค่ด้านความเป็นอยู่ของชาวบ้านเท่านั้น แต่การทำเกษตรกรรมซึ่งเป็นอาชีพหลักของคนที่นี่ ทั้งปลูกพริก มะเขือเทศ และกะหล่ำปลี ก็ได้รับความเสียหายครอบครัวละหลายแสนบาท เพราะกองทรายขนาดใหญ่ถูกนำมากองปิดทางน้ำธรรมชาติที่ชาวบ้านอาศัยใช้ทำเกษตรกรรม ทำให้หน้าแล้งก็ไม่มีน้ำ หน้าฝนก็น้ำท่วมการประกอบกิจการและตั้งท่าเรือดูดทราย ต้องขอใบอนุญาตจากทางราชการ และด้วยความที่เป็นกิจการที่กระทบกับวิถีชีวิตของชาวบ้าน กฎหมายจึงบังคับให้ผู้ประกอบการต้องทำประชาคมขอความเห็นจากชาวบ้าน และให้ชาวบ้านเซ็นชื่อยอมรับ แต่ที่ผ่านมาชาวบ้านพบว่ามีการปลอมลายเซ็นชาวบ้าน นำชื่อคนที่อยู่ต่างประเทศมาลงคะแนน ชาวบ้านบางรายบวชเป็นพระ แต่ก็ยังมีชื่อ ที่หนักหนาที่สุดคือ ชาวบ้านบางคน ลงชื่อไม่เห็นด้วยกับการต่อใบอนุญาต แต่กลับถูกโยกชื่อไปในช่องที่เห็นด้วยแม้ชาวบ้านจะเดินหน้าคัดค้านและเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องแสดงบทบาทช่วยเหลือพวกตน เพราะได้รับความเดือดร้อนมานานหลายปี แต่จนถึงขณะนี้ต้องบอกว่า "ยังไม่มีเสียงตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก"