เมื่อวันที่ 16 มีนาคม ราษฎรกะเหรี่ยงสัญชาติเมียนมา ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ รวมทั้งคนชรา กว่า 2,000 คน จาก 8 หมู่บ้าน ของตำบลแหล่มูปลอ และตำบลเคปู่ จังหวัดผาปู รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นพื้นที่เขตอิทธิพลของกองทัพสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (เคเอ็นยู.) กองพลที่ 5 เขต แนวต่ออำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก กับ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้หนีภัยทหารรัฐบาลเมียนมา ที่เข้าไปสร้างถนนสายยุทธศาสตร์ เข้ามายังพื้นที่ของกะเหรี่ยงเคเอ็นยู. และสิ้นสุดที่ฝั่งแมน้ำสาละวิน
โดยกลุ่มราษฎรกะเหรี่ยงถูกข่มขู่ วิตกกลัวทหาร จนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านไม่ได้ จนต้องขนย้ายสิ่งของทรัพย์สินที่จำเป็นแยกย้ายกันไปอาศัยอยู่ในป่า สัตว์เลี้ยงต่างๆที่เลี้ยงไว้ต้องทิ้งไว้ในหมู่บ้าน
ด้านพลจัตวาจ่อหมู่ แฮ ผู้บัญชาการกองพลน้อยที่ 5 ของเคเอ็นยู. ได้สั่งกำลังทหารพร้อมอาวุธยุทธปกรณ์เข้าไปเผชิญหน้ากับฝ่ายทหารฝ่ายรัฐบาล เพื่อไม่ยินยอมให้ทหารเมียนมาสร้างถนนผ่านพื้นที่กองพลน้อย ที่ 5 ขณะที่ฝ่ายทหารเมียนมา ไม่ยอมถอย ทำให้สถานการณ์ ระหว่างเคเอ็นยู.กับ ฝ่ายทหารเมียนมา ตึงเครียดขึ้นมาทันที
นายทหารระดับสูงของกะเหรี่ยงเคเอ็นยู. เปิดเผยว่า กองบัญชาการกองทัพเคเอ็นยู. เตรียมทำหนังสือยื่นต่อรัฐบาลเมียนมา พร้อมทั้งออกแถงการณ์ ไปยังฝ่ายชนกลุ่มน้อยกลุ่มต่างๆ ที่ลงนามหยุดยิ่งกับฝ่ายรัฐบาลเมียนมาไปแล้ว 10 กลุ่ม ให้ทราบด้วยโดยยื่นข้อเสนอให้ฝ่ายรัฐบาลปฏิบัติตามข้อตกลงตามสัญญาหยุดยิง ที่ไม่ให้ทหารอีกฝ่ายเข้าไปยังพื้นที่ ก่อนได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง พร้อมทั้งขอให้ทหารรัฐบาลเมียนมา ถอนตัวออกจากพื้นที่กองบัญชาการ กองพลที่ 5 โดยเร็วที่สุด
ราษฎรกะเหรี่ยงผู้สูงอายุรายหนึ่งที่ลี้ภัยทหารเมียนมา กล่าวว่า ชาวบ้านรู้สึกกลัวทหารเมียนมามาก ต้องขนข้าวของเท่าที่นำไปได้ หนีเข้าไปอาศัยในพื้นที่ป่า ทุกครบครัวต้องทิ้งสัตว์เลี้ยง และทรัพย์สินที่เป็นชิ้นใหญ่ไว้ในหมู่บ้านเพราะไม่สามารถขนย้ายไปได้ นอกจากนี้เด็กนักเรียนได้รับความเดือดร้อน เพราะอยู่ในช่วงเวลาสอบปลายภาค จึงต้องอพยพหนีภัยก่อน
สำหรับสถานการณ์ที่ตึงเครียดครั้งนี้ จะมีผลกระทบต่อ การเจรจาสันติภาพ หรือ โรดแมป ระหว่างรัฐบาลเมียนมา กับ ชนกลุ่มน้อย ทั้งหมด 10 กลุ่ม ได้ ทั้งนี้ทหารเมียนมา ได้ส่งกำลังทหารช่าง พร้อมอุปกรณ์ เครื่องจักร ทำถนน และมีหน่วยรบคุ้มกัน ทั้งหมด 2 กองพัน เข้าไปยังพื้นที่กองพลน้อยที่ 5 ตั้งแต่วันที่ 3 มีนาคม 2561 เป็นต้นมา